วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

บทที่ 17 นำผู้ร่วมประชุมให้เป็นสมาชิก

ตอนที่ 5
ก่อร่างสร้างคริสตจักร

เหตุฉนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า
เอเฟซัส 2:19

พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์ และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น
โรม 12:5

เมื่อคุณรวบรวมฝูงชนได้แล้ว คุณต้องเริ่มภารกิจที่สำคัญ คือ การทำให้พวกเขาเป็นสมาชิก ฝูงชนต้องกลายเป็นคริสตจักร ใน "กระบวนการพัฒนาชีวิต" ของคริสตจักร เราเรียกภารกิจนี้ว่า "การนำคนไปสู่ฐานหนึ่ง" (เปรียบเทียบกับเบสบอลกีฬายอดนิยมของอเมริกา ซึ่งผู้เล่นต้องตีลูกและวิ่งวนครบสี่ฐานจึงจะได้คะแนน) เราทำงานนี้โดยการรวมหรือกลืนพวกเขาเข้ามา การกลืนคือการย้ายคนจากการเป็นผู้มาร่วมประชุม ให้เป็นสมาชิกที่กระตือรือร้นของคริสตจักร คนมนชุมชนจะพูดว่า คริสตจักร คนในชุมชนจะพูดว่า คริสตจักร นั้น" ฝูงชนของเราพูดว่า คริสตจักร นี้" แต่สมาชิกพูดว่า "คริสมของเรา" สมาชิกต้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ พวกเขาเป็นผู้ให้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับ

ผมเรียกคริสเตียนในสหรัฐอเมริกาว่า "ผู้เชื่อลอยตัว" ในประเทศอื่นคุณจะหาคริสเตียนฉายเดี่ยวได้ยากมาก เพราะการเป็นคริสเตียนคือการผูกพันกับคริสตจักรท้องถิ่น แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาคริสเตียนนี้ไปคริสตจักรโน้น โดยไม่มีความรับผิดชอบหรือความทุ่มเทใด ๆ ให้แก่คริสจักร นี่เป็นผลมาจากลักธิปัจเจกนิยมแบบอเมริกาที่ลุกลามไปทั่ว (ความคิดที่ยึดถือความเป็นส่วนตัวแบบสุดโต่ง) ไม่มีใครสอนพวกเขาว่าการเป็นคริสเตียนไม่ได้เป็นแค่การมา เชื่อ เท่านั้น แต่หมายถึงการ เข้าเป็นส่วนหนึ่ง ด้วย เราเติบโตในพระคริสต์โดยการมีความสัมพันธ์กับคริสเตียนคนอื่น ๆ โรม 12:10 กล่าวว่า "จงรักกันฉันพี่น้อง"

ครั้งหนึ่ง ซี. เอส. ลูวิส เขียนบทความเกี่ยวกับการเป็นสมาชิก เขาย้ำเตือนเราว่า คำว่า สมาชิก นั้นเดิมทีเป็นคำของคริสเตียน แต่มันถูกใช้กันดาษดื่นจนความหมายดั้งเดิมสูญหายไป ทุกวันนี้คนส่วนมากโยงคำว่า สมาชิก เข้ากับการจ่ายค่ารายเดือน พิธีกรรมที่ไร้ความหมาย กฏหมายบ้า ๆ บอ ๆ และการมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่ไร้ค่า อย่างไรก็ตาม เปาโลมีภาพที่ต่างกันในเรื่องการเป็นสมาชิก สำหรับหมายถึงการกลายเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวในร่างกายที่มีชีวิต (รม. 12:4-5, คร. 6:15, 12:12-27) เราต้องรื้อฟื้นภาพนี้ขึ้นมาใหม่ อวัยวะใด ๆ ที่แยกออกจากร่างกายไม่เพียงแต่จะพลาดการทำงานตามหน้าที่ของตน แต่มันจะเหี่ยวแห้งและตายไปอย่างรวดเร็ว และนี่ก็เป็นจริงสำหรับคริสเตียนที่ไม่อุทิศตัวเพื่อคริสตจักรหนึ่งคริสตจักรใดด้วย

ฝูงชนจะไม่เข้าเป็นสมาชิกใหม่โดยอัตโนมัติ ถ้าคุณไม่มีระบบและโครงสร้างที่จะกลืนพวกเขาและรักษาพวกเขาไว้ พวกเขาจะไม่อยู่กับคริสตจักรคุณ คุณจะมีคนเดินออกมากพอ ๆ กับคนเดินเข้า

คริสตจักรหลายแห่งสรุปผิด ๆ ว่า เมื่อคนต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว งานขายก็เสร็จสิ้น และต่อจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้เชื่อใหม่ว่าจะตั้งใจแน่วแน่และเข้าร่วมในคริสตจักรหรือไม่ นี่มันไม่เข้าท่า ผู้เชื่อที่เป็นทารกยังไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร และเป็นความรับผิดชอบ ของคริสตจักร ที่จะรุกหน้าในการกลืนคนใหม่เข้ามาเป็นสมาชิก

ผมเชื่อว่าเมื่อพระเจ้าประสงค์จะให้กำเนิดทารกในพระคริสต์จำนวนมาก ๆ พระองค์จะมองหารังที่อบอุ่นที่สุดที่พระองค์หาได้ เพื่อเลี้ยงดูฟูมฟักพวกเขา คริสตจักรใดที่ให้ความสำคัญกับการกลืนสมาชิกใหม่ พระองค์ก็จะอวยพระพรให้เติบโต ตรงกันข้าม คริสตจักรที่ไม่ใส่ใจสมาชิกใหม่ และปล่อยให้งานนี้เป็นไปตามมีตามเกิด ก็จะไม่เติบโต ในบทนี้ ผมขอแบ่งปันยุทธวิธีที่เราใช้ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็ค เพื่อจะรวมพวกเขาเข้ามา และรักษาพวกเขาไว้

วางแผนเพื่อกลืนสมาชิกใหม่

เนื่องจากคริสตจักรคุณมีประวัติ และอัตราการเติบโตที่ไม่เหมือนที่อื่น คุณจึงจำเป็นต้องถามคำถามสำคัญ ๆ และคำตอบเหล่านั้นจะกำหนดแผนการกลืนคนที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ สุภาษิต 20:18 กล่าวว่า "แผนงานดำรงอยู่ได้ด้วยการปรึกษาหารือ" และนี่คือคำถาม 12 ข้อที่เราใช้ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็ค
1. พระเจ้าคาดหวังอะไรจากสมาชิกในคริสตจักรของพระองค์
2. เวลานี้เราคาดหวังอะไรจากสมาชิก
3. เวลานี้สมาชิกของเราประกอบด้วยคนกลุ่มไหน
4. แล้วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในห้าหรือสิบปีข้างหน้า
5. สมาชิกของเราให้คุณค่ากับสิ่งใด
6. อะไรคือสิ่งที่สมาชิกใหม่ของเราต้องการมากที่สุด
7. อะไรคือสิ่งที่สมาชิกเก่าต้องการมากทสุด
8. ทำอย่างไรการเป็นสมาชิกจะมีความหมายมากขึ้น
9. ทำอย่างไรเราจะมั่นใจว่าสมาชิกสัมผัสได้ว่าเรารักและห่วงใยเขา
10. เราเป็นหนี้อะไรสมาชิกบ้าง
11. เราสามารถให้อะไรกับสมาชิกได้บ้าง เช่นแหล่งข้อมูลหรือการปรนนิบัติบางอย่าง
12. เราจะเพิ่มมูลค่าให้สิ่งที่เราหยิบยื่นให้อยู่แล้วได้อย่างไร

ต่อจากนั้น คุณจำเป็นต้องตระหนักว่าสมาชิกในอนาคตก็จะมีคำถามของตนเองด้วย คำถามเหล่านั้นก็จะมีอิทธิพลต่อแผนการกลืนคนของคุณด้วย ก่อนที่พวกเขาจะเข้าร่วมในคริสตจักรคุณ พวกเขาต้องการคำถามห้าข้อนี้ก่อน

ฉันเหมาะกับที่นี่ไหม นี่เป็นคำถามเรื่อง การยอมรับ และคุณจะตอบคำถามนี้ได้ดีโดยการตั้งกลุ่มเพื่อนในคริสตจักร เพื่อให้คนที่มีอายุ ความสนใจ ปัญหา หรือเบื้องหลังใกล้เคียงกันสามารถพบปะและเป็นเพื่อนกันได้ ทุกคนต้องการที่ว่างสำหรับตนเอง และกลุ่มย่อยก็มีบทบาทสำคัญยิ่งในการตอบสนองความต้องการนี้ คุณต้องแสดงให้เขาเห็นว่าคุณมีที่ว่างสำหรับเขา

มีใครอยากรู้จักฉันไหม นี่เป็นคำถามเกี่ยวกับ มิตรภาพ คุณตอบคำถามนี้ได้โดยการสร้างโอกาสให้สมาชิกพัฒนาความสัมพันธ์ต่อกัน มีวิธีมากมายในเรื่องนี้ แต่คุณจำเป็นต้องวางแผน จำไว้ว่าผู้คนไม่ได้แสวงหาคริสตจักร ที่เป็นมิตร มากเท่ากับแสวงหามิตร พวกเขาสมควรได้รับความสนใจส่วนตัว

ฉันเป็นที่ต้องการไหม นี่เป็นเรื่องของ คุณค่า คนเราต้องการให้บางสิ่งบางอย่างจากชีวิตเรา พวกเขาต้องการรู้สึกว่าเขามีความหมาย เมื่อคุณสามารถแสดงให้เห็นว่า พวกเขาสามารถใช้ความสามารถพิเศษของเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้พวกเขาจะเข้าร่วม ให้คุณสร้างคริสตจักรของคุณให้เป็นที่ ๆ สร้างสรรค์ และที่ ๆ ต้องการความสามารถทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่นักร้อง หรือครูสอนรวีฯ

การเข้าร่วมมีประโยชน์อย่างไร เป็นคำถามเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ คุณต้องอธิบายอย่างชัดเจนและกระชับถึงเหตุผลและประโยชน์ของการเป็นสมาชิกคริสตจักรคุณ อธิบายทั้งในแง่มุมของพระคัมภีร์ ในเชิงปฏิบัติ และในแง่มุมส่วนตัว

ที่นี่เรียกร้องอะไรจากสมาชิก นี่เป็นคำถามเรื่อง ความคาดหวัง คุณต้องสามารถอธิบายถึงความรับผิดชอบของสมาชิกได้อย่างชัดเจน เหมือนที่คุณอธิบายถึงผลประโยชน์ของการเป็นสมาชิก พวกเขามีสิทธิที่จะรู้ว่าเราคาดหวังอะไรจากเขา ก่อนที่เขาจะเข้าร่วม

สื่อสารให้เขารู้ถึงผลประโยชน์ของการเป็นสมาชิก

การเข้าร่วมในคริสตจักรเคยเป็นการกระทำที่ได้รับการนับหน้าถือตาในสังคมของเรา คุณเข้าร่วมเพราะใคร ๆ เขาก็เข้าร่วม แต่เดี๋ยวนี้กติกาสังคมเปลี่ยนไป จอร์จ แกลลัป พบว่าชาวอเมริกาส่วนใหญ่ เชื่อว่าเขาสามารถเป็น "คริสเตียนที่ดี" ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกคริสตจักร (หรือไม่ต้องไปคริสตจักรด้วยซ้ำ)

เวลานี้แทนที่เป็นเรื่องการยอมรับในสังคม การเป็นสมาชิกกลายเป็นการอุทิศชีวิต ทุกวันนี้วิธีจูงใจคนให้เป็นสมาชิกคือ การแสดงให้เขาเห็นประโยชน์ชนิดที่เทียบราคาต่อราคา ให้เขาเห็นว่าเขาจะได้อะไรตอบแทนจากการอุทิศชีวิตของตน ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็ค เราพบว่าเมื่อคนได้เข้าใจความหมายและประโยชน์ของการเป็นสมาชิก พวกเขาจะรู้สึกตื่นเต้น

การเป็นสมาชิกให้ประโยชน์มากมายดังนี้
1. มันบอกให้รู้ว่าคนนั้นเป็นผู้เชื่อที่แท้จริง (เอเฟซัส 2:19, โรม 12:5)
2. มันทำให้เขามีครอบครัวฝ่ายวิญญาณที่จะสนับสนุนและให้กำลังใจในการเดินกับพระคริสต์ (กาลาเทีย 6:1-2, ฮีบรู 10:24-25)
3. มันทำให้เขามีสถานที่ที่จะค้นพบและใช้ของประทานในงานรับใช้ (1 โครินธ์ 12:4-27)
4. มันทำให้เขาอยู่ภายใต้การปกป้องฝ่ายวิญญาณโดยผู้นำที่ใกล้ชิดพระเจ้า (ฮีบรู 13:17, กิจการ 20:28-29)
5. มันทำให้เขามีความรับผิดชอบต่อกันและกัน ซึ่งจำเป็นสำหรับการเติบโต (เอเฟซัส 5:21)

ในบทที่ 6 ผมได้แนะนำให้คุณทำให้วัตถุประสงค์ของคุณเป็นเรื่องส่วนตัวเรื่องนี้ยิ่งสำคัญเป็นพิเศษเมื่อคุณโน้มน้าวให้ฝูงชนเข้ามาเป็นสมาชิก คุณจำเป็นต้องเน้นย้ำความจริงที่ว่าคริสตจักรให้สิ่งที่เขาไม่สามารถหาได้จากที่ใดในโลก คือ
๐ การนมัสการ ช่วยให้ความสนใจของคุณจดจ่อที่พระเจ้า มันช่วยให้คุณเตรียมพร้อมทั้งด้านจิตวิญญาณและอารมณ์สำหรับสัปดาห์ที่จะมาถึง
๐ การสามัคคีธรรม ช่วยให้คุณสามารถเผชิญปัญหาในชีวิต เพราะคุณได้รับความช่วยเหลือและกำลังใจจากคริสเตียนคนอื่น ๆ
๐ การเป็นสาวก ช่วยทำให้ความเชื่อของคุณเข้มแข็ง โดยการเรียนรู้ความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า และประยุกต์ใช้หลักการจากพระคัมภีร์ในวิถีชีวิต
๐ การรับใช้ ช่วยให้คุณค้นพบและพัฒนาความสามารถ และใช้มันเพื่อปรนนิบัติผู้อื่น
๐ การประกาศ ช่วยให้คุณทำภารกิจของคุณให้สำคัญคือ การนำเพื่อนฟูงและครอบครัวมารู้จักพระคริสต์

เรื่องคริสเตียนที่แยกตัวจากคริสตจักรนี้มีภาพเปรียบเทียบมากมาย เช่น นักฟุตบอลที่ไม่มีทีม ทหารพลัดจากหมู่ นักเป่าแตรที่ไม่มีวงบรรเลง และแกะหลงฝูง แต่ภาพที่เข้าใจได้ดีที่สุด (และตรงตามพระคัมภีร์ที่สุด) คือ เด็กที่ไม่มีครอบครัว

1 ทิโมธี 3:15 เรียกคริสตจักรว่า "ครอบครัวของพระเจ้าคือ คริสตจักรของพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ เป็นหลักและรากแห่งความจริง" พระเจ้าไม่ต้องการให้บุตรของพระองค์เติบโตอย่างโดดเดี่ยว ดังนั้น พระองค์จึงสร้างครอบครัวฝ่ายวิญญาณไว้สำหรับเรา เปาโลย้ำเตือนเราในเอเฟซัส 2:19 ว่า "ท่านทั้งหลาย… เป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า" คริสเตียนที่ไม่มีครอบครัวก็คือเด็กกำพร้า

เป็นเรื่องสำคัญที่จะกำหนดฐานะคริสตจักรให้เป็นครอบครัว แทนที่จะเป็นสถาบัน นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ชาวอเมริกันเป็นพวกต่อต้านสถาบันมากขึ้นเรื่อย ๆ คนดูถูกคริสตจักรด้วยวลีที่ว่า "ศาสนาแบบจัดฉาก" กระนั้น คนก็ยังโหยหาความรู้สึกแห่งความเป็นครอบครัวและชุมชน

มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ครอบครัวเดี่ยวในวัฒนธรรมปัจจุบันแตกแยก เช่น อัตราการหย่าร้างที่สูง การแต่งงานภายหลังอยู่กินกัน การให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว วิถีชีวิตแบบ "ทางเลือกใหม่" และผู้หญิงทำงานนอกบ้าน นอกจากนั้นอัตราการย้ายถิ่นที่สูงก็เป็นอีกปัจจัย ในสังคมที่มีการย้ายถิ่นสูงเช่นนี้ ผู้คนแทบจะไม่มีรากเหง้า เขาไม่ได้ถูกห้อมล้อมด้วยครอบครัวขยายที่มีปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา และพี่น้อง ซึ่งจะเป็นเครือข่ายที่ให้ความปลอดภัยแก่คนสูงอายุ

ปัจจุบัน เรามีจำนวนคนโสดสูงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา แวน. แพ็คการ์ด เรียกอเมริกาว่า "ชาติที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า" ผลก็คือเรากำลังประสบกับความว้าเหว่ที่แพร่ระบาดไปทั่วสังคม แกลลัป โพล รายงานว่าสี่ในสิบของชาวอเมริกันยอมรับว่ารู้สึก "ว้าเหว่สุดขีด" บ่อย ๆ แท้จริง ชาวอเมริกันคือคนที่ว้าเหว่ที่สุดในโลก

ไม่ว่าคุณจะมองไปทางไหน ก็จะมีสิ่งที่บ่งบอกว่าผู้คนโหยหาการสามัคคีธรรม วงสังคม และความรู้สึกแบบครอบครัว ตัวอย่างเช่น โฆษณาเบียร์ เขาไม่ได้ขายเบียร์แต่ขายวงสามัคคีธรรม ไม่มีใครนำเสนอภาพนายแบบที่ดื่มตามลำพัง มีแต่ร่วมวงกันดื่ม แล้วก็มีคำโฆษณาประกอบว่า "รู้สึกดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว" นักโฆษณาพบว่าเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน คนที่เคยรักความเป็นส่วนตัว จะโหยหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ความรู้สึกโหยหาพวกพ้องนี้เองที่ทำให้คริสตจักรมีโอกาสดีอย่างยิ่ง การวางตำแหน่งของคริสตจักรให้เป็นครอบครัวขยาย เป็น "สถานท่ีที่คุณได้รับการเอาใจใส่" จะเป็นการสัมผัสใจผู้คนที่ว้าเหว่อย่างตรงจุด

จัดชั้นเรียนบังคับสำหรับสมาชิกใหม่

มีการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า วิธีที่ผู้คนเข้าร่วมในองค์กรจะมีอิทธิพลมากต่อวิธีที่เขาจะปฏิบัติตนในองค์กรนั้น เรื่องนี้เป็นจริงสำหรับการเข้าร่วมในคริสตจักรด้วย วิธี ที่คนเข้าร่วมคริสตจักรจะตัดสินว่าเขาเป็นสมาชิกที่เกิดผลในอนาคตหรือไม่

ผมเชื่อว่าชั้นเรียนที่สำคัญที่สุดในคริสตจักรคือ ชั้นเรียนสำหรับสมาชิกใหม่เพราะมันกำหนดบรรยากาศและความคาดหวังสำหรับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นเวลาที่ดีสุดที่จะเรียกร้องการอุทิศตัวจริงจังจากสมาชิกก็คือ เวลาที่เขาเข้าร่วมนั่นเองถ้าการเข้าร่วมมีเงื่อนไขน้อย คุณก็จะคาดหวังจากสมาชิกได้น้อย

ชั้นเรียนสมาชิกใหม่ที่อ่อนแอจะทำให้เกิดคริสตจักรที่อ่อนแอ เช่นเดียวกันชั้นเรียนสมาชิกใหม่ที่เข้มแข็งจะทำให้เกิดคริสตจักรที่เข้มแข็ง ขอให้จำไว้ว่าชั้นเรียนที่เข้มแข็งไม่จำเป็นต้องเป็นชั้นเรียน ยาวนาน ชั้นเรียนสมาชิกใหม่ของคริสตจักรแซดเดิลแบ็ค (ชั้นเรียน 101) ยาวแค่สี่ชั่วโมง และสอนจบในหนึ่งวัน กระนั้น มันก็ทำให้สมาชิกของเรามีระดับการอุทิศตัวสูง เพราะคนที่เข้าเรียนจะได้รู้ชัดเจนว่า เราคาดหวังอะไรจากเขาในฐานะสมาชิก ความเข้มแข็งของชั้นเรียนสมาชิกใหม่วัดได้จากเนื้อหาที่สอนและการเรียกให้อุทิศชีวิต ไม่ใช่วัดจากความยาวนาน

ด้วยเหตุผลหลายประการ ผมเชื่อว่าศิษยาภิบาลอาวุโสควรสอนชั้นเรียนนี้หรืออย่างน้อยก็สอนส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นโอกาสให้สมาชิกใหม่เห็นนิมิตของศิษยาภิบาลทั้งได้สัมผัสความรักที่เขามีต่อสมาชิก และได้ฟังถึงความทุ่มเทที่ดูแล เลี้ยงดู และนำพวกเขา เป็นสิ่งสำคัญมาก ผมได้รับข้อความต่อไปนี้จากสมาชิกใหม่คนหนึ่ง มันแสดงถึงสิ่งที่หลายคนเขียนเกี่ยวกับชั้นเรียนสมาชิกใหม่ของแซดเดิลแบ็ค

เรียน อาจารย์ ริค
ขอขอบคุณที่มาสอนชั้นเรียนสมาชิกใหม่ (101) ด้วยตัวเอง การได้ฟังคุณแสดงความรักและการทุ่มเทเพื่อสมาชิกและนิมิตสำหรับอนาคตของเรานั้นเร้าใจมาก เราน่าจะเข้าเรียนชั้นนี้ก่อนหน้านี้ ความเห็นและคำแนะนำที่เราบอกเมื่อเรามาที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คครั้งแรก ๆ ก็ดูจะไม่สลักสำคัญอะไรเมื่อเราได้เข้าใจปรัชญา ยุทธวิธี และนิมิตของคริสตจักรนี้ เราถือว่าเป็นสิทธิพิเศษที่ได้เดินตามการนำของคุณและอยู่ในความดูแลของคุณ เวลานี้เรากำลังตื้นเต้นที่ค้นพบหน้าที่ของเราในการรับใช้ที่แซดเดิลแบ็ค

ชั้นเรียนสมาชิกใหม่ของบางคริสตจักรสอยสิ่งที่ไม่เหมาะสม พวกเขาสอนเนื้อหาเกี่ยวกับการเติบโตฝ่ายวิญญาณและหลักข้อเชื่อพื้นฐาน เรื่องเหล่านี้สำคัญมากจริง ๆ แต่มันเหมาะสำหรับสอนในชั้นผู้เชื่อใหม่ หรือชั้นหลักข้อเชื่อคริสตจักรมากกว่าและชั้นเรียนที่สำคัญทั้งสอนนี้ควรแยกออกจากชั้นสมาชิกใหม่ ชั้นเรียนสมาชิกใหม่ควรตอบคำถามเหล่านี้
๐ คริสตจักรคืออะไร
๐ อะไรคือวัตถุประสงค์ของคริสตจักร
๐ ประโยชน์ของการเป็นสมาชิกคืออะไร
๐ อะไรคือเงื่อนไขของการเป็นสมาชิก
๐ สมาชิกมีความรับผิดชอบอะไรบ้าง
๐ นิมิตและยุทธวิธีของคริสตจักรคืออะไร
๐ คริสตจักรจัดองค์กรอย่างไร
๐ ฉันจะมีส่วนในพันธกิจได้อย่างไร
๐ เมื่อฉันเป็นสมาชิกแล้วฉันต้องทำอะไรบ้าง

ถ้าคุณเป็นคริสตจักรที่มุ่งจะนำคนไม่เป็นคริสเตียน ชั้นเรียนสมาชิกใหม่ของคุณจำเป็นต้องให้คำอธิบายที่ชัดเจนในเรื่องความรอดด้วย เพราะจะมีคนมากมายอยากเข้าเป็นสมาชิกโดยที่ยังไม่เชื่อ เราอธิบายเสมอว่าการวางใจในพระคริสต์ คือ เงื่อนไขอันดับแรกของการเป็นสมาชิก และเรามีคนที่ตัดสินใจมอบถวายชีวิตให้พระคริสต์ในการสอนชั้นสมาชิกใหม่ทุกครั้ง

มีส่วนประกอบหลายอย่างที่คุณสามารถใช้ในชั้นเรียนสำหรับสมาชิกใหม่ เพื่อทำให้มันน่าสนใจและมีการสนทนาโต้ตอบ เช่น ฉายวีดิโอสั้น ๆ สมุดบันทึกพร้อมกับคำถามแบบเติมคำ การแบ่งกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อสนทนา และการรับประทานอาหารอร่อยร่วมกัน อย่าลืมเล่าเรื่องราวมาก ๆ เพื่อทำให้ประวัติศาสตร์ ค่านิยม และทิศทางของคริสตจักรคุณมีชีวิตชีวามากขึ้น ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คเรามักจะมีแบบทดสอบตอนท้ายชั่วโมง เพื่อทดสอบมุมมองของสมาชิกเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของคริสตจักรและแนวคิดที่สำคัญอื่น ๆ

การผ่านชั้นเรียนสำหรับสมาชิกควรเป็นเงื่อนไขสำหรับการเป็นสมาชิก คนที่ไม่สนใจหรือไม่เต็มใจจะเรียนรู้วัตถุประสงค์ของคริสตจักรก็ไม่ได้แสดงให้เห็นการอุทิศตัวที่สมาชิกต้องมี ถ้าเขาไม่ใส่ใจพอที่จะบรรลุความรับผิดชอบนั้น และไม่ควรอนุญาตให้เขาเป็นสมาชิก ยังมีที่อื่นอีกมากมายที่ยอมให้เขาเป็นสมาชิกอย่างไร้ความหมาย

เป็นเรื่องสำคัญที่จะคำนึงถึงความแตกต่างด้านอายุ เมื่อคุณสอนชั้นสมาชิกใหม่ ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็ค เราแบ่งเป็นสามกลุ่ม คือ กลุ่มเด็ก สำหรับเด็กประถมปลาย (สอนโดยศิษยาภิบาลคริสตจักรเด็ก) กลุ่มเยาวชน สำหรับนักเรียนมัธยม (สอนโดยศิษยาภิบาลเยาวชน) และกลุ่มผู้ใหญ่

เค้าโครงชั้นเรียน 101
ความหมายของการเป็นสมาชิกของคริสตจักรแซดเดิลแบ็ค

1. ความรอดของเรา
ก. สร้างความมั่นใจว่าคุณเป็นคริสเตียน
ข. สัญลักษณ์แห่งความรอด
1. พิธีบัพติศมา
2. พิธีมหาสนิท
2. แถลงการณ์ของเรา
ก. แถลงการณ์วัตถุประสงค์: คริสตจักรเรามีอยู่เพื่ออะไร
ข. แถลงการณ์นิมิต: เราตั้งใจจะทำอะไร
ค. แถลงการณ์ความเชื่อ: เราเชื่ออะไร
ง. แถลงการณ์ค่านิยม: เราปฏิบัติอย่างไร
3. ยุทธวิธีของเรา
ก. ประวัติคริสตจักรแซดเดิลแบ็คโดยย่อ
ข. เราพยายามนำใครมาหาพระเจ้า (กลุ่มเป้าหมายของเรา)
ค. กระบวนการพัฒนาชีวิตของคริสตจักรที่จะช่วยให้คุณเติบโต
ง. ยุทธวิธีของเรา S.A.D.D.L.E.B.A.C.K.
4. โครงสร้างของเรา
ก. คริสตจักรเราจัดองค์กรเพื่อการเติบโตอย่างไร
ข. การเข้าร่วมเป็นสมาชิก
ค. การเป็นสมาชิกหมายความว่าอย่างไร
ง. หลังจากเข้าเป็นสมาชิกแล้วขั้นต่อไปคืออะไร
5. ทดสอบ

ทำพันธสัญญาสมาชิก

คริสตจักรจะมีรายชื่อสมาชิกมากมายไว้ทำไม ในเมื่อพวกเขาไม่แสดงออกถึงการอุทิศชีวิตหรือการกลับใจเลย ทำไมคริสตจักรมากมายจึงพบความยากลำบากในการพยายามกระตุ้นสมาชิกให้เสียสละ รับใช้ อธิษฐาน และแบ่งปันความเชื่อ ซึ่งคำตอบก็คือ เพราะพวกเขายอมให้คนเข้ามาเป็นสมาชิกโดยไม่กำหนดความคาดหวังใด ๆ จากสมาชิก คุณจะได้สิ่งที่คุณขอ

เปาโลกล่าวถึงการอุทิศชีวิตสองแบบที่แตกต่างกันใน 2 โครินธ์ 8:5 "ได้ถวายตัวเขาเองแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าก่อน แล้วได้มอบตัวให้เราตามพระทัยพระเจ้า" ที่แซดเดิลแบ็คเราเรียกการอุทิศชีวิตทั้งสองนี้ว่า การอุทิศสำหรับฐานแรก (เปรียบกับกีฬาเบสบอล) คุณมอบชีวิตให้พระคริสต์สำหรับความรอด แล้วคุณก็มอบชีวิตให้พี่น้องคริสเตียนเพื่อเป็นสมาชิกในครอบครัวคริสตจักร คริสตจักรของเราให้ความหมายคำว่า koinonia (การสามัคคีธรรม - คำกรีก) ว่า "มอบชีวิตให้กันและกันเหมือนที่เรามอบชีวิตให้พระเยซู"

พระเยซูตรัสว่าความรักที่เรามีต่อกันควรเป็นเครื่องหมายของการเป็นสาวก (ยอห์น 13:34-35) ผมเชื่อว่านี่เป็นคำฟ้องร้องสำหรับคริสตศาสนา ที่ผู้เชื่อมากสามารถท่องจำ ยอห์น 3:16 แต่ไม่สามารถจำ 1 ยอห์น 3:16 ได้ คือ "ดังนี้แหละเราจึงรู้จักความรัก โดยที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อเราทั้งหลายและเราทั้งหลายก็ควรสละชีวิตของตนเพื่อพี่น้อง" คุณได้ยินคำเทศนาเกี่ยวกับข้อนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ คริสตจักรส่วนมากเงียบเฉย ไม่ยอมพูดถึงการพัฒนาสมาชิกให้อุทิศชีวิตให้กันและกันมากขนาดนั้น

วลี "ซึ่งกันและกัน" หรือ "กันและกัน" ใช้ในพระคัมภีร์ใหม่ 50 ครั้ง พระเจ้าบัญชาให้เรารักกันและกัน อธิษฐานเพื่อกันและกัน หนุนใจกันและกัน ตักเตือนกันและกัน ทักทายกันและกัน รับใช้กันและกัน สอนกันและกัน ยอมรับกันและกัน ให้เกียรติกันและกัน รับภาระของกันและกัน ยกโทษให้กันและกัน ร้องเพลงให้กันและกัน ยอมรับฟังกันและกัน และอุทิศชีวิตแก่กันและกัน คำสั่งเหล่านี้คือความหมายทั้งหมดของการเป็นสมาชิกในคริสตจักรท้องถิ่น เป็นความรับผิดชอบของการเป็นสมาชิก ที่แซดเดิลแบ็ค เราคาดหวังจากสมาชิกเราเฉพาะสิ่งที่พระคัมภีร์คาดหวังอย่างชัดเจนจากผู้เชื่อทุกคน แล้วเราก็สรุปความคาดหวังเหล่านี้ลงในพันธสัญญาสมาชิก

ส่วนสำคัญที่สุดในพิธีสมรสคือ เมื่อชายและหญิงกล่าวคำสัญญาต่อกันและกันต่อหน้าสักขีพยานและต่อพระพักตร์พระเจ้า คำสัญญาระหว่างเขาทั้งสอง คือ เนื้อแท้ของพิธีสมรส เช่นเดียวกัน เนื้อแท้ของการเป็นสมาชิกคริสตจักรก็อยู่ที่การเต็มใจที่จะทุ่มเทชีวิตตามพันธสัญญาสมาชิก นี่คือส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในชั้นเรียนสำหรับสมาชิกใหม่

ตลอดประวัติศาสตร์พระคัมภีร์และประวัติศาสตร์คริสตจักร มีการทำพันธสัญญาฝ่ายวิญญาณระหว่างมนุษย์เพื่อการทำประโยชน์และรับผิดชอบต่อกันและกันที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คเรามีเงื่อนไขสี่ประการสำหรับสมาชิก
(1) ยอมรับโดยส่วนตัวว่าพระคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด
(2) รับบัพติศมาโดยการจุ่มเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความเชื่อของตนต่อสาธารณชน
(3) ผ่านชั้นเรียนสมาชิกใหม่ และ
(4) ลงนามแสดงจำนงที่จะทำตามพันธสัญญาสมาชิกแซดเดิลแบ็ค

ถ้าคุณยังไม่มีพันธสัญญาดังกล่าว ผมหนุนใจให้คุณอธิษฐานมาก ๆ จัดทำและใช้พันธสัญญาสมาชิกในคริสตจักรของคุณ มันอาจปฏิบัติคริสตจักรเพราะพันธสัญญานี้ก็ได้" คุณพูดถูก จะมีบางคนออกไป แต่ยังไง ๆ พวกเขาก็จะออกจากคริสตจักรคุณอยู่ดี ไม่ว่าคุณจะทำอย่างไร ผู้คนเคยละทิ้งแม้แต่พระเยซูมาแล้ว แต่เมื่อคริสตจักรคุณใช้พันธสัญญาสมาชิก อย่างน้อยคุณก็ได้เลือกว่าคนแบบไหนจะอยู่ต่อไป

ทำให้สมาชิกรู้สึกพิเศษ

การผ่านชั้นเรียนสมาชิกใหม่ไม่ได้ทำให้พวกเดียวกับคุณโดยอัตโนมัติ พวกเขาต้องสัมผัสได้ว่าเมื่อเขาเข้าร่วมในคริสตจักรแล้ว เขาได้รับการต้อนรับและเป็นที่ต้องการ พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการยอมรับ ยืนยันและเฉลิมฉลองจากสมาชิกเดิมในคริสตจักร เขาจำเป็นต้องรู้สึกพิเศษ ถ้าคุณเป็นคริสตจักรขนาดเล็ก คุณอาจทำอย่างไม่เป็นทางการ แต่เมื่อคริสตจักรคุณโตขึ้น คุณก็จำเป็นจะต้องสร้างธรรมเนียมที่บอกต่อสาธารณชนว่า "ตอนนี้คุณเป็นหนึ่งในพวกเราแล้ว"

แน่นอน พิธีบัพติศมาใช้ได้ดีในกรณีนี้ พิธีบัพติศมาของเราจัดทุกเดือน และเป็นการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ปรบมือ และโห่ร้องด้วยความชื่นบาน เรามีช่างภาพอาชีพถ่ายภาพแต่ละคนก่อนรับบัพติศมา หลังจากนั้นเราก็มอบภาพเหล่านั้นรวมทั้งภาพเวลารับบัพติศมาและใบรับรองแก่ผู้ที่รับบัพติศมา โดยใส่ในปกหนังสวยงามที่เขาจะสามารถตั้งแสดงได้อย่างภาคภูมิใจ

พันธสัญญาสมาชิกของคริสตจักรแซดเดิลแบ็ค

หลังจากได้รับพระคริสต์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า และได้รับบัพติศมา และเห็นด้วยกับแถลงการณ์ ยุทธวิธี และโครงสร้างของคริสตจักรแซดเดิลแบ็ค เวลานี้ข้าพเจ้าสัมผัสการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะผูกพันเข้ากับครอบครัวคริสตจักรแซดเดิลแบ็ค โดยการกระทำเช่นนี้ ข้าพเจ้ามอบชีวิตแด่พระเจ้าและแก่สมาชิกคนอื่น ๆ เพื่อจะทำสิ่งต่อไปนี้
1. ข้าพเจ้าจะปกป้องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคริสตจักรของข้าพเจ้า
… โดยการปฏิบัติต่อสมาชิกคนอื่น ๆ ด้วยความรัก
… โดยการไม่นินทา
… โดยการติดตามผู้นำ

"เหตุฉะนั้นให้เรามุ่งประพฤติในสิ่งที่ทำให้เกิดความสงบสุขแก่กันและกันและทำให้เกิดความเจริญแก่กันและกัน" (โรม 14:19)

"ที่ท่านทั้งหลายได้ชำระจิตใจของท่านให้บริสุทธิ์แล้วด้วยการเชื่อฟังความจริง จนมีใจรักพวกพี่น้องอย่างจริงใจ ท่านทั้งหลายจงรักกันให้มากด้วยน้ำใสใจจริง" (1 เปโตร 1:22)

"อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง" (เอเฟซัส 4:29)

"ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังและยอมอยู่ในโอวาทของหัวหน้าของท่าน จงให้เขาทำงานนี้ด้วยความชื่นใจ ไม่ใช่ด้วยความเศร้าใจ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่ท่านทั้งหลายเลย เพราะว่าท่านเหล่านั้นดูแลรักษาจิตวิญญาณของท่านอยู่เสมือนหนึ่งผู้ที่จะต้องเสนอรายงาน" (ฮีบรู 13:17)

2. ข้าพเจ้าจะร่วมรับผิดชอบในคริสตจักรข้าพเจ้า
… โดยการอธิษฐานเพื่อการเติบโตของคริสตจักร
… โดยการเชิญคนไม่เป็นคริสเตียนมาร่วมประชุม
… โดยการต้อนรับผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น

"เรียน คริสตจักร - … เราขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านทั้งหลาย และเมื่ออธิษฐานเราก็เอ่ยถึงท่านเสมอ" (1 เธสะโลนิกา 1:1-2)

"นายจึงสั่งบ่าวนั้นว่า "จงออกไปตามทางใหญ่ซอกน้อย และเร่งเร้าเขาให้เข้ามา เพื่อเรือนของเราจะเต็ม" (ลูกา 14:23)

"เหตุฉะนั้นจงต้อนรับกันและกันเช่นเดียวกับที่พระคริสต์ได้ทรงต้อนรับท่านเพื่อพระเกียรติของพระองค์" (โรม 15:7)

3. ข้าพเจ้าจะรับใช้ในพันธกิจของคริสตจักรข้าพเจ้า
… โดยการค้นหาความสามารถและของประทานของข้าพเจ้า
… โดยรับการฝึกฝนงานรับใช้จากศิษยาภิบาล
… โดยการพัฒนาหัวใจแห่งผู้ปรนนิบัติ

"ตามซึ่งทุกคนได้รับของระทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน" (1 เปโตร 4:10)

"ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น" (ฟีลิปปี 2:4-5,7)

4. ข้าพเจ้าจะสนับสนุนคำพยานของคริสตจักรข้าพเจ้า
… โดยการร่วมประชุมอย่างสัตย์ซื่อ
… โดยการดำเนินชีวิตที่ชอบธรรม
… โดยการให้ผู้อื่นเสมอ

"อย่าขาดการประชุม… แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น" (ฮีบรู 10:25)

"แม้ข้าพเจ้าจะมาหาท่านหรือไม่ก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะได้รู้ข่าวของท่านว่า ท่านเชื่อมั่นคง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ต่อสู้เหมือนอย่างเป็นคนเดียวเพื่อความเชื่ออันเกิดจากข่าวประเสริฐนั้น" (ฟีลิปปี 1:27)

"ทุกวันต้นสัปดาห์ให้พวกท่านทุกคนเก็บเงินผลประโยชน์ที่ได้รับไว้บ้าง เพื่อจะไม่ต้องเก็บเรื่ยไรเมื่อข้าพเจ้ามา" (1 โครินธ์ 16:2)

"ทศางค์ (หนึ่งในสิบ) ทั้งสิ้นที่ได้… เป็นของพระเจ้า เป็นสิ่งบริสุทธิ์แด่พระเจ้า" (ลนต. 27:30)

เมื่อครั้งที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คมีขนาดเล็กกว่านี้มาก เราเช่าคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟทุกสามเดือนเพื่อเลี้ยงฉลองให้สมาชิกใหม่ สมาชิกเดิมจะจ่ายค่าอาหารให้สมาชิกใหม่ เราจะทำความรู้จักสมาชิกใหม่แต่ละคน และเขาจะมีโอกาสเล่าคำพยานคนละสองนาทีต่อหน้าที่ประชุม ผมร้องไห้ทุกครั้งที่ได้ฟังและสัมผัสเรื่องราวชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้

นานหลายปีที่เคย์และผมเลี้ยงกาแฟแบบไม่เป็นทางการในบ้านเราทุกคืนวันอาทิตย์ที่สี่ของเดือน เป็นโอกาสที่สมาชิกใหม่และผู้มาใหม่ในช่วงเดือนที่ผ่านมาจะได้สนทนากับเราหน้าต่อหน้า และถามคำถามที่เขาสงสัย เราจะเตรียมกระดาษลงนามไว้ที่สนามหน้าคริสตจักรก่อนนมัสการวันอาทิตย์ และสามสิบคนแรกที่ลงชื่อจะได้มาที่บ้านเรา เราจะคุยกันตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงสี่ทุ่ม การต้อนรับเรียบง่ายแบบนี้นำคนนับร้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ และสร้างความสัมพันธ์ที่เคย์และข้าพเจ้ายังถนอมรักษาจนถึงปัจจุบัน การต้อนรับที่ดีจะทำให้คริสตจักรแข็งแรง

มีหลายวิธีที่คุณจะทำให้สมาชิกรู้สึกพิเศษ เช่น ส่งบัตรอวยพรวันเกิด แสดงความยินดีในวันครบรอบการเป็นสมชิกหรือโอกาสพิเศษอื่น ๆ (มีลูกคนใหม่ แต่งงาน ครอบรอบแต่งงาน รับปริญญา ฉลองความสำเร็จ) ในจดหมายข่าวของคริสตจักร ให้มีคำพยานชีวิตในการนมัสการแต่ละรอบ จัดพนักงานต้อนรับ และส่งข้อความว่า "เราอธิษฐานเผื่อคุณ" ให้ทุกคนที่ขอให้อธิษฐานเผื่อ ประเด็นสำคัญคือ การจะทำให้คนรู้สึกว่าเป็นของคริสตจักรนั้น คุณต้องทำอะไรมากกว่าจับมือทักทายหลังเลิกนมัสการ

สร้างโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์

ไม่มีทางที่คุณจะให้ความสำคัญกับพัฒนามิตรภาพในคริสตจักรมากเกินไป ความสัมพันธ์ก็คือ กาวที่ผูกพันคริสตจักรเข้าไว้ด้วยกัน มิตรภาพ คือ สิ่งที่รักษาสมาชิกไว้

เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังถึงการสำรวจในคริสตจักรของเขา เมื่อเขาถามว่า "ทำไมคุณมาเป็นสมาชิกคริสตจักรนี้" 93% ของสมาชิกตอบว่า "เพราะศิษยาภิบาล" เขาถามต่อว่า "แล้วถ้าศิษยาภิบาลจากไป คุณจะจากไปด้วยไหม" 93% ตอบว่า "ไม่" เมื่อถามว่าทำไม่ไป คำตอบก็คือ "เพราะฉันมีเพื่อนที่นี้" สังเกตนะครับว่าพวกเปลี่ยนความภักดีจากศิษยาภิบาลมาสู่เพื่อนสมาชิก นี่เป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่ดี

ไลล์ แชลเลอร์ได้ทำการวิจัยระยะยาวที่แสดงให้เห็นว่ายิ่งคนมีเพื่อนมากเท่าใด เขายิ่งมีแนวโน้มจะเฉื่อยชาและออกจากคริสตจักรน้อยลงเท่านั้น ตรงกันข้าม ครั้งหนึ่งผมอ่านผลการสำรวจที่ถาม 400 คนที่ออกจากคริสตจักรว่าทำไมเขาจึงออกจากคริสตจักร มากกว่า 75% บอกว่า "ฉันรู้สึกว่า ไม่มีใครสนใจหรอกว่าฉันอยู่ที่นั่นหรือไม่"

เป็นความเข้าใจผิดที่ว่า คุณต้องรู้จักทุกคนในคริสตจักรเพื่อจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร ไม่ว่าคริสตจักรจะมี 200 หรือ 2,000 คน สมาชิกโดยเฉลี่ยจะรู้จักเพื่อนสมาชิกแค่ 67 คน สมาชิกไม่จำเป็นต้องรู้จักทุกคนในคริสตจักรแล้วจึงจะรู้สึกว่านี่เป็นคริสตจักรของเขา แต่เขาจำเป็นต้องรู้จักคน จำนวนหนึ่ง

แม้ความสัมพันธ์บางอย่างจะเกิดขึ้นเอง แต่มิตรภาพนั้นสำคัญเกินกว่าที่เราจะปล่อยให้เป็นไปโดยความบังเอิญ คุณจะเพียงแค่ หวัง ว่าสมาชิกจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้ คุณต้องกระตุ้น วางแผน วางโครงสร้าง และจัดเตรียมสิ่งที่เอื้ออำนวย เพื่อให้เกิดมิตรภาพนั้น

ให้คุณคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผล และสร้างโอกาสให้มากที่สุดที่ทำได้ เพื่อให้คนได้มีโอกาสพบปะและรู้จักกัน การประชุมของคริสตจักรหลายแห่งใช้เวลาส่วนมากไปกับการสอนสมาชิกที่นั่งฟังเฉย ๆ สมาชิกจึงอาจเดินเข้าออกคริสตจักรเป็นปีโดยไม่ได้พัฒนามิตรภาพเลย ให้คุณลองเพิ่มกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในการประชุมทุกครั้งของคริสตจักร อาจใช้วิธีง่าย ๆ เช่น "ขอให้หันไปแนะนำตัวกับคนข้าง ๆ และดูว่าคุณสนใจอะไรในตัวเขาบ้าง"

แม้เราจะใช้สารพัดรายการเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ภายในคริสตจักรของเรา (ทานอาหารเย็น กีฬา เกม ปิ๊กนิก และอีกมากมาย) แต่วิธีที่ได้ผลที่สุด คือ ค่ายสุดสัปดาห์ คุณลองคิดดูสิครับว่า เวลาที่สมาชิกอยู่ด้วยกันในค่ายที่ยาวนานสืีสิบแปดชั่วโมงนั้น มากกว่าเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันเฉพาะวันอาทิตย์ตลอดทั้งปีเสียอีก ถ้าคุณเป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรและต้องการพัฒนาความสัมพันธ์อย่างรวดเร็ว ก็ให้คุณพาทุกคนไปค่าย

เนื่องจากคนส่วนมากมีปัญหากับการจำชื่อ โดยเฉพาะในคริสตจักรใหญ่ ๆ ให้คุณใช้ป้ายชื่อบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่มีอะไรน่าขายหน้ามากกว่าการไม่รู้จักชื่อคนที่คุณเห็นในคริสตจักรมานานเป็นปี ๆ

กระตุ้นให้สมาชิกทุกคนเข้าร่วมกลุ่มย่อย

สิ่งหนึ่งที่สมาชิกกลัวมากที่สุดเกี่ยวกับการเติบโต คือ จะรักษาความรู้สึกของการสามัคคีธรรมแบบ "คริสตจักรเล็ก ๆ" ไว้ได้อย่างไร ยาถอนพิษสำหรับความกลัวชนิดนี้ คือ ตั้งกลุ่มย่อยในคริสตจักรของคุณ กลุ่มความสัมพันธ์จะทำให้สมาชิกได้รับการเอาใจใส่ส่วนตัว และความสนใจซึ่งสมาชิกทุกคนควรได้รับ ไม่ว่าคริสตจักรจะใหญ่โตขนาดไหน

ให้คุณตั้งกลุ่มย่อยโดยแบ่งตามวัตถุประสงค์ ความสนใจ กลุ่มอายุ ภูมิศาสตร์ รวมถึงสิ่งอื่น ๆ ที่แตกต่างกัน พูดตามตรงคือ มันไม่สำคัญว่าคุณใช้อะไรเป็นเกณฑ์แบ่ง แต่ขอให้คุณตั้งกลุ่มใหม่ ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ เป็นใช้ได้ มีโอกาสน้อยที่สมาชิกใหม่หลังจากชั้นเรียนสมาชิกใหม่เลยก็ได้ สมาชิกใหม่ต่างก็มีสิ่งหนึ่งเหมือนกันคือ "ความเป็นคนหน้าใหม่"

สิ่งหนึ่งที่ผมกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกกับทีมงานและผู้นำคือ คริสตจักรของเราต้องโตขึ้นและเล็กลงในเวลาเดียวกัน" ผมหลายความว่าต้องมีความสมดุลระหว่างการเฉลิมฉลองในกลุ่มใหญ่ และกลุ่มเซลขนาดเล็ก ทั้งสองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพที่ดีของคริสตจักร

การเฉลิมฉลองในกลุ่มใหญ่ทำให้คนรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สำคัญ มันน่าประทับใจสำหรับคนไม่เป็นคริสเตียน และช่วยหนุนใจสมาชิกของคุณ แต่คุณไม่สามารถแบ่งปันหัวข้ออธิษฐานส่วนตัวท่ามกลางฝูงชน แต่กลุ่มความสัมพันธ์เล็ก ๆ คือ โอกาสที่ดีที่สุดในการสร้างความรู้สึกแห่งการสามัคคีธรรมที่ลึกซึ้งและใกล้ชิด ในกลุ่มเล็ก ๆ ทุกคนรู้จักชื่อคุณ เมื่อคุณไม่มาคนอื่นก็รู้

เนื่องจากคริสตจักรแซดเดิลแบ็คอยู่มาหลายปีโดยไม่มีอาคารของตนเอง เราจึงต้องอาศัยกลุ่มย่อยอย่างมากสำหรับการให้การศึกษาและสามัคคีธรรมของผู้ใหญ่ แม้ว่าเวลานี้เรามีสถานที่กว้างเจ็ดสิบสี่เอเคอร์ (ประมาณร้อยเก้าสิบไร่) เราก็ยังใช้บ้านเป็นที่พบปะของกลุ่มย่อย

มีประโยชน์สี่ประการในการใช้บ้าน
๐ บ้านช่วยให้สามารถขยายกลุ่มได้อย่างไม่มีจำกัด (บ้านอยู่ทุกหนทุกแห่ง)
๐ บ้านไม่มีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ (คุณสามารถทำพันธกิจในบริเวณกว้างขึ้น)
๐ การใช้บ้านแสดงถึงการเป็นผู้อารักขาที่ดี (คุณใช้อาคารที่คนอื่นจ่ายเงินทำให้เหลือเงินมากขึ้นสำหรับทำพันธกิจ)
๐ บ้านทำให้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งขึ้น (การพบปะในบ้านทำให้คนผ่อนคลายมากกว่า)

ยิ่งคริสตจักรคุณใหญ่เท่าใด กลุ่มย่อยก็ยิ่งสำคัญเท่านั้น ในเรื่องการดูแลอภิบาลสมาชิก กลุ่มย่อยทำให้คนมีโอกาสสัมผัสชีวิตของกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตของชีวิต ที่แซดเดิลแบ็คเรามักจะพูดว่าคริสตจักรใหญ่เปรียบเหมือนเรือเดินสมุทร ขณะที่กลุ่มย่อย คือเรือเล็กสำหรับช่วยชีวิต กลุ่มย่อย คือ วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการปิดประตูหลังบ้านของคริสตจักรคุณ เราไม่เคยต้องกังวลว่าจะเสียสมาชิกไป เมื่อเขาได้มีความสัมพันธ์กับกลุ่มย่อยแล้ว เพราะเรารู้ว่ากลุ่มได้ดูดกลืนเขาอย่างดีเยี่ยม

ทำให้ช่องทางการสื่อสารเปิดกว้างอยู่เสมอ

เป็นเรื่องสำคัญมากที่คริสตจักรของคุณจะต้องมีช่องทางการสื่อสารที่ชัดเจน คนเรามักรู้สึกแย่เมื่อตามคนอื่นไม่ทัน สมาชิกที่รู้ข่าวสาร คือ สมาชิกที่มีประสิทธิภาพ จงทำให้ระบบการสื่อสารของคุณมีมากเกินพอ โดยการเปิดหลาย ๆ ช่องทางเพื่อเผยแพร่ข่าวสารของคริสตจักร

ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คเราใช้ทุกอย่างที่เราใช้ได้เพื่อสื่อสารเรื่องสำคัญไปยังสมาชิก ไม่ว่าจะเป็น โทรสาร วีดิโอ จดหมายข่าว เทปบันทึกเสียง เครือข่ายอธิษฐานลูกโซ่ โทรศัพท์ บทความหนังสือพิมพ์ ไปรษณีบัตร และแม้แต่อินเตอร์เน็ต (สำหรับคุณที่ใช้อินเตอร์เน็ต สามารถชมโฮมเพจของเราที่ http://www.saddleback.com)

การสื่อสารจากทีมงานคริสตจักรไปยังสมาชิกเป็นสิ่งสำคัญ และการสื่อสารจากสมาชิกมายังทีมงานก็สำคัญเท่ากันด้วย คุณต้องสื่อสารทั้งสองทาง สุภาษิต 27:23 กล่าวว่า "จงรู้ความทุกข์สุขของฝูงแพะแกะของเจ้าให้ดี" ฝูงแกะที่สำคัญที่สุด คือ ฝูงแกะของพระเจ้า เราจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับพวกเขา เราคอยจับชีพจรของครอบครัวเราโดยใช้บัตรต้อนรับ การโทรศัพท์หาสมาชิกและรายงานของศิษยาภิบาลฆราวาส

บัตรต้อนรับ ผมได้บอกไปแล้วว่า เราใช้บัตรนี้ในการนมัสการสำหรับผู้สนใจอย่างไร มันเป็นเครื่องมือสื่อสารที่น่าอัศจรรย์เมื่อคิดถึงความเรียบง่ายของมัน ทุกคนสามารถเขียนข้อความถึงผมเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะสมาชิกของเรารู้ว่า เราอ่านบัตรเหล่านี้และจริงจังกับมัน เรามีกระแสข้อมูลข่าวสารเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เราต้องมีเลขานุการเต็มเวลาสองคน และทีมงานอาสาสมัครอีกหนึ่งโหลเพื่อประมวลข้อมูลจากบัตรทุกใบที่เราได้รับ แต่มันทำให้กลุ่มศิษยาภิบาลและทีมงานสามารถ "ใกล้ชิดกับลูกค้า"

การโทรศัพท์หาสมาชิก เราเรียกว่า CARE ย่อมาจาก ติดต่อ แนะนำ สัมพันธ์ และหนุนใจ (Contact, Assist, Relate, Encourage) นี่เป็นงานรับใช้ของสมาชิก พวกเขาจะโทรศัพท์ไปตามรายชื่อสมาชิกอย่างเป็นระบบ เพื่อทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับเพื่อนสมาชิก เขาจะโทรศัพท์ไปตอนค่ำและถามสามคำถาม
(1) คุณเป็นอย่างไรบ้าง
(2) คุณต้องการให้อธิษฐานเผื่ออะไรบ้างไหม
(3) มีอะไรที่คุณอยากให้เราบอกอาจารย์ริคและเจ้าหน้าที่คริสตจักรไหม
ทุกครั้งเขาจะจดบันทึกไปด้วย เพื่อให้ได้ข้อความที่ถูกต้อง แล้วเขาก็จะสอบถามความคืบหน้าจากสมาชิกคนนั้นในการประชุมที่จะมาถึงหรือจากข่าวคริสตจักร นี่เป็นอีกวิธีที่เราติดต่อกับสมาชิกและบอกว่า "เราเป็นห่วง"

รายงานจากศิษยาภิบาลฆราวาส นี่เป็นรายงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่เราได้รับจากศิษยาภิบาลที่เป็นฆราวาส ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มย่อย รายงานนี้บอกเราว่ากลุ่มมีสุขภาพดีหรือไม่ และมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตแต่ละคนบ้าง

เราอยู่ที่นี่ด้วยกัน

เพื่อจะสรุปบทนี้ ผมขอย้ำเรื่องสำคัญคือ ให้คุณเน้นธรรมชาติของคริสเตียนในการอยู่ร่วมกัน เสมอ ๆ ให้คุณเทศนา สอน และคุยกับแต่ละคนถึงเรื่องนี้ เราเป็นของกันและกัน เราต้องการซึ่งกันและกัน เราสัมพันธ์กัน ผูกพันกันในฐานะอวัยวะของร่างกายเดียว เราเป็นครอบครัว

แทบทุกวัน ผมได้รับจดหมายจากคนที่เข้ามาเป็นสมาชิก และคนที่มีประสบการณ์กับการเยียวยารักษาโดยการสามัคคีธรรม (koinonia) ผมขอจบด้วยตัวอย่างต่อไปนี้

เรียนอาจารย์ริค
ฉันทนแบกความเจ็บปวดจากการทารุณทางร่างกายมานานหลายปีโดยไม่บอกใคร หนึ่งปีแล้ว หลังจากฉัยสูญเสียทุกสิ่ง ฉันย้ายมาอยู่เคลิฟอร์เนียตอนใต้ ฉันเลิกการติดต่อหมดทุกอย่าง ฉันว้าเหว่มาก ตลอดสามสัปดาห์ฉันร้องไห้ฟูมฟายตลอด

ในที่สุดฉันตัดสินใจว่าบางทีฉันน่าจะลองมาคริสตจักร ตั้งแต่วินาทีแรกที่ฉันก้าวเข้ามาในการนมัสการที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็ค ฉันรู้สึกทันทีว่า นี่เป็นที่สำหรับฉัน

เพื่อจะให้เรื่องราบรัด พระคริสต์ได้ปรากฏเป็นจริงสำหรับฉัน ฉันได้เข้าเป็นสมาชิกคริสตจักร และกำลังรับใช้ในพันธกิจที่ทำให้ฉันอิ่มใจ มาก ฉันชอบเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่

ฉันรู้ว่าความเจ็บปวดของทุกคนแตกต่างกัน แต่เราทุกคนต่างต้องการพระเจ้า ความเจ็บปวดของฉันก็แทบจะเกินทนถ้าไม่มีครอบครัวคริสตจักร เมื่อฉันเข้าเรียนชั้นสมาชิกใหม่ ฉันต้องเก็บกลั้นน้ำตาเมื่อคุณพูดว่าแซดเดิลแบ็คเป็นครอบครัวอย่างไรบ้าง คริสตจักรแซดเดิลแบ็คก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ และฉันขอขอบพระคุณสำหรับพี่น้องชายหญิงที่นี่ และสำหรับคริสตจักรที่ฉันสามารถเรียกว่า บ้าน

บทที่ 16 เทศนาให้คนไม่เป็นคริสเตียนฟัง

"จงปฏิบัติต่อคนภายนอกด้วยใช้สติปัญญา โดยฉวยโอกาส
จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ
ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน"
(คส. 4:5-6)

"จงกล่าว [เฉพาะ] คำที่ดีและเป็นประโยชน์
ให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง"
(เอเฟซัส 4:29 - เพิ่มคำว่า "เฉพาะ" ตามฉบับภาษาอังกฤษ)

เมื่อผมเริ่มคริสตจักรแซดเดิลแบ็ค ผมมีคำเทศนาสำรองเก็บไว้มากมาย ซึ่งเป็นคำเทศนาที่ผมเตรียมไว้ตลอด 10 ปีที่ทำงานเป็นผู้ประกาศ ผมคิดว่าในปีแรก ๆ ผมคงจะใช้เวลาเตรียมเทศนาน้อยมาก แต่หลังจากที่ผมทำการสำรวจคนที่ไม่เป็นคริสเตียนในละแวกนั้น ผมก็ต้องรีบโยนความคิดนี้ทิ้งไป

ผมพบว่าคำหนิที่คนแถวนั้นพูดบ่อยที่สุดคือ "คำเทศนาน่าเบื่อและไม่ได้สอดคล้องกับชีวิต" ผมจึงหันมาตรวจสอบคำเทศนาของผมใหม่อีกครั้งอย่างจริงจัง โดยถามคำถามเดียวคือ คำเทศนาเหล่านี้มีความหมายสำหรับคนที่ไม่รู้พระเจ้าไหม

มันไม่สำคัญว่าผมจะชอบคำเทศนานั้นหรือไม่ และไม่สำคัญด้วยว่ามันจะถูกต้องตามหลักข้อเชื่อหรือเปล่า เพราะนั่นยังไม่เพียงพอ ถ้าผมจะดึงดูดคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ผมต้องมีคำเทศนาที่เชื่อมโยงกับชีวิตพวกเขาได้ ผมจึงโยนคำเทศนาที่เตรียมมา 10 ปีนั้นลงตระกร้าไป ยกเว้นแค่สองบท ผมจำเป็นต้องพัฒนาทักษะในการเทศนาขึ้นใหม่ทั้งหมด ต้องเริ่มขีดเขียนใหม่ตั้งแต่ต้น

ปรับรูปแบบของคุณให้เข้ากับผู้ฟัง

รูปแบบการเทศนาที่ผมใช้ในการประชุมเพื่อผู้สนใจนั้น แตกต่างจากรูปแบบที่ผมใช้สอนผู้เชื่อเป็นอย่างมาก รูปแบบการสื่อสารที่สมาชิกส่วนมากคุ้มเคยนั้นเป็นรูปแบบที่ขัดขวางการเกิดผลในการนำคนไม่เชื่อมาหาพระเจ้า

เมื่อผมเทศนาให้ผู้เชื่อฟัง ผมชอบสอนไปตามหนังสือเล่มต่าง ๆ ในพระคัมภีร์สอนข้อต่อข้อ ครั้งหนึ่งผมใช้เวลาสองปีครึ่งสอนพระธรรมโรมแบบข้อต่อข้อในการนมัสการสำหรับผู้เชื่อ การสอนแบบอรรถาธิบายข้อต่อข้อ หรือทีละเล่ม จะช่วยเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ มันเกิดผลมากเมื่อคุณใช้วิธีนี้กับผู้เชื่อที่ยอมรับสิทธิอำนาจของพระวจนะ และมีแรงจูงใจในการเรียนรู้พระคัมภีร์ แล้วสำหรับคนไม่เชื่อที่ยังไม่มีแรงจูงใจจะศึกษาพระคัมภีร์ล่ะ ผมไม่เชื่อว่าการสอนแบบข้อต่อข้อจะเป็นวิธีที่เกิดผลที่สุดในการประกาศกับคนไม่เชื่อ ตรงกันข้าม คุณต้องเริ่มจากเรื่องที่เขาเข้าใจตรงกับคุณ เหมือนที่เปาโลพูดกับคนไม่เชื่อที่สภาอาเรโอปากัส ในกรุงเอเธนส์ แทนที่ท่านจะเริ่มจากข้อพระคัมภีร์เดิม ท่านยกคำพูดของกวีในพวกเขา เพื่อจะจับความสนใจและทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน

คำว่าสื่อสารในภาษาอังกฤษ (communication) มาจากคำภาษาละตินคือ communis ซึ่งหมายความว่า "เหมือนกัน" (common) คุณไม่สามารถสื่อสารกับผู้คนได้จนว่าคุณจะค้นพบสิ่งที่คุณและเขาเข้าใจตรงกัน สำหรับคนไม่เชื่อ คุณไม่สามารถสร้างความเข้าใจร่วมกันโดยการบอกว่า "ให้เราเปิดไปที่อิสยาห์บทที่ 14 แล้วเราจะศึกษาหนังสือที่ยอดเยี่ยมเล่มนี้กันต่อ"

สิ่งที่เราเข้าใจตรงกับผู้เชื่อไม่ใช่พระคัมภีร์ หากแต่เป็นความต้องการ ความเจ็บปวด และความสนใจที่เหมือนกัน ๆ กันในฐานะมนุษย์ คุณไม่สามารถเริ่มต้นจากข้อพระคัมภีร์ แล้วก็คาดหวังว่าคนไม่เชื่อจะชื่นชมไปด้วย สิ่งแรกคือคุณต้องจับความสนใจของเขาให้ได้ แล้วจึงนำเขาเข้าสู่ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยเรื่องที่พวกเขาสนใจ แล้วจึงค่อยแสดงให้เขาเห็นว่าพระคัมภีร์พูดถึงเรื่องนั้นอย่างไร คุณก็จะสามารถจับความสนใจ ปลดอคติในใจ และทำให้พวกเขาเกิดความสนใจในพระคัมภีร์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่ละสัปดาห์ผมเริ่มต้นด้วยความต้องการ ความเจ็บปวด หรือความสนใจแล้วจึงนำไปสู่สิ่งที่พระเจ้าบอกเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ในพระวจนะ และแทนที่จะเน้นที่พระคัมภีร์ตอนเดียว ผมใช้ข้อพระคัมภีร์หลาย ๆ ตอนที่พูดถึงเรื่องนั้น ผมเรียกการเทศนารูปแบบนี้ว่า อรรถาธิบาย "เทียบข้อกับข้อ" หรืออรรถาธิบายตามหัวข้อ (ในโรงเรียนพระคริสตธรรมการอรรถาธิบายแบบนี้เรียกว่า "ศาสนศาสตร์ระบบ)

ปัจจุบัน "การเนศนาสำหรับความต้องการเฉพาะหน้า" ถูกดูหมิ่นและถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงสนทนาบางแห่งว่า เป็นการลดคุณค่าของพระกิตติคุณและยอมต่อลัทธิบริโภคนิยม (ความลุ่มหลงในการบริโภคและเสพสุข) ผมอยากจะกล่าวเรื้องนี้ให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่ทำได้ คือ การเริ่มต้นคำเทศนาด้วยความต้องการเฉพาะหน้าของผู้คนไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือทางการตลาด มันตั้งอยู่บนรากฐานความจริงทางศาสนศาสตร์ที่พระเจ้าเลือกสำแดงพระองค์เองแก่มนุษย์ตามความต้องการของเรา ทั้งพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่เต็มไปด้วยตัวอย่างของเรื่องนี้

แม้แต่พระนามต่าง ๆ ของพระเจ้าก็ยังเป็นการเปิดเผยว่า พระเจ้าตอบสนองความต้องการของเราอย่างไร ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อคนถามพระเจ้าว่า "พระองค์มีพระนามว่าอะไร" คำตอบของพระเจ้าก็เป็นการสำแดงพระองค์โดยขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาต้องการในเวลานั้น สำหรับคนที่ต้องการการอัศจรรย์ พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ในฐานะ เยโฮวาห์ ยิเรห์ (เราคือผู้จัดเตรียมสำหรับเจ้า) สำหรับคนที่ต้องการการปลอบประโลม พระเจ้าสำแดงพระองค์ในฐานะ เยโฮวาห์ ชาโลม (เราเป็นสันติสุขของเจ้า) สำหรับคนที่ต้องการความรอด พระเจ้าสำแดงพระองค์ในฐานะ เยโฮวาห์ ซิดเคนู (เราเป็นความชอบธรรมของเจ้า) ตัวอย่างยังมีอีกมากมาย พระเจ้าเสด็จมาพบเรา ณ ที่ที่เราอยู่ ในความต้องการของเรา การเทศนาเพื่อความต้องการเฉพาะหน้าเป็นวิธีนำคนมาหาพระเจ้าที่ถูกต้องตามหลักศาสนศาสตร์

การเทศนาที่เปลี่ยนแปลงชีวิต คือการนำความจริงแห่งพระวจนะและความต้องการที่แท้จริงของผู้คนมารวมกันโดยผ่านการประยุกต์ใช้ คุณจะเริ่มที่ความจริงหรือความต้องการก็ขึ้นอยู่กับผู้ฟังของคุณ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ สุดท้ายคุณต้องนำความจริงของพระเจ้า และความต้องการของคนมารวมเข้าด้วยกันโดยผ่านการประยุกต์ใช้

พระวจนะของพระเจ้า-->การประยุกต์ใช้<--ความต้องการของคน

ทั้งการอรรถาธิบายแบบข้อต่อข้อ (ทีละเล่ม) และการสอนตามหัวข้อ ต่างก็จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างคริสตจักรให้แข็งแรง การอรรถาธิบายทีละเล่มดีสำหรับการสอนผู้เชื่อ การสอนตามหัวข้อดีสำหรับการประกาศ

ทำให้คนไม่เป็นคริสเตียนสามารถเข้าถึงพระคัมภีร์ได้

คนไม่เป็นคริสเตียนมักจะหวาดกลัวพระคัมภีร์ เพราะพระคัมภีร์เต็มไปด้วยชื่อประหลาด ๆ ไม่เหมือนหนังสือที่เขาเคยอ่าน ยิ่งกว่านั้นเท่าที่เขาเคยเห็น พระคัมภีร์ยังเป็นหนังสือเล่มเดียวที่มีตัวเลขอยู่ก่อนทุก ๆ ประโยค และเข้าเล่มด้วยปกหนัง และนี่เองที่มักทำให้คนไม่เชื่อมีความกลัวงมงายต่อการอ่านหรือแม้แต่จับพระคัมภีร์

เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้าเป็น "ถ้อยคำแห่งชีวิต" เราจึงต้องทำทุกอย่างที่เราทำได้เพื่อจะนำให้ผู้ไม่เป็นคริสเตียนได้รับพระคัมภีร์ และทำให้เขาสบายใจที่จะใช้พระคัมภีร์ มีหลายวิธีที่คุณจะช่วยพวกเขาคลายความวิตก และจุดประกายแห่งความสนใจในใจพวกเขา

อ่านพระคัมภีร์จากฉบับแปลใหม่ ปัจจุบันเรามีพระคัมภีร์ฉบับที่ยอดเยี่ยมและไม่มีเหตุผลสมควรอะไรที่เราจะทำให้ข่าวประเสริฐเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนด้วยการใช้ภาษาสมัย 400 ปีที่แล้ว (พระคัมภีร์ภาษาอังกฤษบางฉบับใช้ภาษาเก่าแก่หลายร้อยปี เช่น ฉบับคิงเจมส์ ที่รับรองการแปลพระคัมภีร์ฉบับนั้น ก็เป็นเพราะพระองค์ต้องการฉบับ ร่วมสมัย ครั้งหนึ่งผมเห็นโฆษณาที่กล่าวว่าถ้ากษัตริย์เจมส์มีชีวิตอยู่วันนี้ พระองค์จะอ่านฉบับเอ็นไอวี นั่นอาจจะจริงก็ได้ ความชัดเจนสำคัญกว่าอรรถรสทางบทกวี

จัดพระคัมภีร์ไว้ตามที่นั่ง ในปีแรก ๆ ของคริสตจักรแซดเดิลแบ็ค เราได้ซื้อพระคัมภีร์ปกแข็งราคาถูกและวางไว้บนเก้าอี้ทุกตัว เนื่องจากคนไม่เป็นคริสเตียนไม่รู้จักหนังสือเล่มต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ คุณเพียงแค่บอกให้เขารู้ว่าคุณอ่านพระคัมภีร์หน้าไหน นี่จะช่วยให้ผู้มาใหม่ไม่รู้สึกเขินอายเพราะต้องเปิดหานานเหลือเกิน

เลือกข้อพระคัมภีร์โดยนึกถึงคนไม่เป็นคริสเตียน พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า แต่ไม่ใช่ว่าทุกข้อได้ดีเท่ากันสำหรับคนไม่เชื่อ บางตอนเหมาะสำหรับการนมัสการสำหรับผู้สนใจมากกว่าอีกหลาย ๆ ตอน เช่น คุณคงไม่อยากอ่านคำอธิษฐานของดาวิดในสดุดี 58 ให้คนไม่เชื่อ เก็บตอนนี้ไว้อ่านตอนเฝ้าเดี่ยวหรือเวลาอาหารเช้าของศิษยาภิบาลดีกว่า

พระคัมภีร์บางตอนต้องการคำอธิบายมากกว่าตอนอื่น ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คเราระลึกถึงเรื่องนี้เสมอ เราจึงชอบใช้ตอนที่ไม่ต้องอาศัยความเข้าใจเบื้องหลัง เรายังชอบใช้ตอนที่แสดงถึงประโยชน์ในการรู้จักพระคริสต์ด้วย

เตรียมโครงร่าง
โดยพิมพ์ข้อพระคัมภีร์ลงไปด้วย

ผมจัดพิมพ์โครงร่างคำเทศนาพร้อมด้วยข้อพระคัมภีร์ทั้งหมดที่ใช้ เหตุผลที่ผมทำเช่นนี้ก็เพราะ
๐ คนไม่เป็นคริสเตียนไม่มีพระคัมภีร์
๐ มันช่วยให้เขาไม่เขินอายเวลาหาข้อพระคัมภีร์ไม่เจอ
๐ คุณสอนได้มากขึ้นในเวลาท่สั้นลง ครั้งหนึ่งผมลองนั่งนับศิษยาภิบาลชื่อดังคนหนึ่งพูดคำว่า "คราวนี้เปิดไปที่…" และจับเวลาว่าเขาเปิดหาพระคัมภีร์นานแค่ไหน เขาใช้เวลาเจ็ดนาทีของการเทศนาไปกับการพลิกหาข้อพระคัมภีร์อย่างเดียว
๐ ทุกคนสามารถอ่านออกเสียงพร้อมกันได้ เพราะทุกคนมีพระคัมภีร์ฉบับเดียวกัน
๐ คุณสามารถใช้พระคัมภีร์หลายฉบับและเปรียบเทียบกันได้
๐ ผู้ฟังสามารถขีดเส้นใต้หรือวงคำสำคัญ ๆ และจดบันทึกที่ขอบกระดาษได้
๐ มันช่วยให้คนจำคำเทศนาได้ เราลืม 90-95% ของสิ่งที่เราได้ยินภายใน 72 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าภายในวันพุธ ถ้าที่ประชุมไม่จดบันทึก พวกเขาจะจำได้เพียง 5% ของสิ่งที่คุณพูดในวันอาทิตย์
๐ มันสามารถเป็นหัวข้ออภิปรายกลุ่มย่อยได้
๐ สมาชิกสามารถสอนคนอื่นจากโครงร่างนั้น เรามีนักธุรกิจจำนวนหนึ่งที่สอนกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ในสำนักงานโดยใช้โครงร่างคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ครั้งหนึ่งครูสอนมัธยมปลายเล่าให้ผมฟังว่าพระเจ้าใช้โครงร่างคำเทศนาในชีวิตเขาอย่างไร วันหนึ่งเขารับโทรศัพท์จากลูกสาววัยรุ่น เธอประสบอุบัติเหตุ เธอไม่เป็นอะไร แต่เราพังยับ และเป็นความผิดของเธอเสียด้วย เขาไปรับลูกสาวกลับบ้านและขณะที่รอรถลากอยู่นั้น เขาก็เริ่มหงุดหงิดและโกรธลูกสาวมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความเลินเล่อของเธอ แต่เขาสังเกตเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งในร่องน้ำ พอเห็นว่าเป็นโครงร่างคำเทศนาของผม ก็เลยหยิบขึ้นมา คำเทศนาและข้อพระคัมภีร์นั้นเกี่ยวกับ "การระงับความโกรธ" เขายังเก็บมันไว้ในกระเป๋าสตางค์จนทุกวันนี้

วิธีที่เราใช้นี้มีประโยชน์มากมายจนผมไม่เคยเทศนาโดยไม่มีโครงร่างแจกเลยศิษยาภิบาลหลายพันคนได้นำรูปแบบโครงร่างที่เราใช้ที่แซดเดิลแบ็คไปใช้ และถ้าคุณต้องการตัวอย่างก็เพียงแค่เขียนจดหมายมาหาผม

ตั้งชื่อคำเทศนาให้ดึงดูดคนไม่เป็นคริสเตียน

ถ้าคุณเปิดอ่านหนังสือพิมพ์วันเสาร์ ในหน้าที่ลงโฆษณาคริสตจักร คุณจะเห็นว่าศิษยาภิบาลส่วนมากไม่พยายามดึงดูดคนไม่เป็นคริสเตียนด้วยหัวข้อเทศนา ผมมีตัวอย่างจากหนังสือพิมพ์ ลอส แองเจลิส ไทม์ เช่น "บนหนทางสู่เยรีโค" "การเป็นทิตัส" "คำสอนสำหรับการดำเนินชีวิต"

มีหัวข้อไหนบ้างที่ทำให้คุณอยากกระโดดจากเตียงแล้ววิ่งไปคริสตจักร มันจะดึงดูดคนไม่เป็นคริสเตียนที่อ่านผ่าน ๆ ไปหรือเปล่า นักเทศน์กำลังคิดอะไรกันอยู่ทำไมเขาเสียเงินเสียทองลงโฆษณาแบบนี้

ผมได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตั้งชื่อคำเทศนาเหมือนบทความในนิตยสารรีดเดอร์ส ไดเจสต์ ผมจงใจให้เป็นอย่างนั้น รีดเดอร์ ไดเจสต์ ยังคงเป็นหนึ่งในนิตยสารที่มีคนอ่านมากที่สุดในอเมริกา เพราะบทความของเขาตรงกับความต้องการ ความเจ็บปวด และความสนใจของมนุษย์

พระเยซูตรัสว่า "ด้วยว่าคนของโลกนี้ในพวกเขา เขาใช้สติปัญญาฉลาดกว่าตนของความสว่างอีก" (ลก. 16:8) พวกเขารู้ว่าอะไรจับความสนใจผู้คนได้ พระเยซูคาดหวังให้เรามองการณ์ไกลและเฉลียวฉลาดในการประกาศ "ดูเถิด เราใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางหมาป่า เหตุฉะนั้นจงฉลาดเหมือนงู และไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ" (มธ. 10:16)

คำเทศนาของผมไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้สมาชิกคริสตจักรอื่นประทับใจที่จริง ถ้าคุณตัดสินคริสตจักรแซดเดิลแบ็คด้วยหัวข้อเทศนาอย่างเดียว คุณอาจสรุปว่าเราสอนเรื่องตื้น ๆ แต่เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของเราไม่ใช่คริสเตียน เราจึงไม่ได้เทศนาเรื่องตื้น ๆ แต่เราทำอย่างมียุทธวิธี ภายใต้คำเทศนาเกี่ยวกับ "ความต้องการเฉพาะหน้า" คือ ถ้อยคำจากพระคัมภีร์ชนิดถึงแก่น และการที่คริสเตียนคนอื่นเข้าใจเราผิดก็เป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการนำคนนับพันมาหาพระคริสต์

เทศนาด้วยหัวข้อต่อเนื่อง

คำเทศนาต่อเนื่องทำให้ผู้ฟังเกิดความคาดหวัง และยังทำให้คนเอาไปโฆษณาปากต่อปาก ผู้ฟังรู้ว่าคุณเทศนาไปถึงไหนแล้ว และถ้าคุณบอกหัวข้อเทศนาล่วงหน้าเขาก็สามารถวางแผนที่จะนำเพื่อน ๆ มาในวันอาทิตย์ที่ตรงกับความต้องการของเพื่อนของเขา

ผมประกาศว่าจะเทศนาต่อเนื่องชุดใหม่ในวันที่เราคาดว่าจะมีคนมาใหม่เป็นจำนวนมาก เช่น วันอิสเตอร์ นี่เป็นการดึงเขาให้กลับมาในอาทิตย์หน้า ความยาวที่เหมาะสมสำหรับหัวข้อต่อเนื่อง คือ สี่ถึงแปดสัปดาห์ ถ้ามันยาวนานกว่าแปดสัปดาห์ที่ประชุมของคุณจะหมดความสนใจ เข้าจะเริ่มสงสัยว่า คุณรู้เรื่องอื่นบ้างหรือเปล่า ผมเคยได้ยินผู้หญิงคนหนึ่งบ่นว่า "ศิษยาภิบาลของดิฉันวนเวียนในเรื่องเจ็ดสิบสัปตะนานกว่าที่ดาเนียลอยู่เสียอีก"

รักษารูปแบบการเทศนาให้สม่ำเสมอ

คุณๆม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเปลี่ยนมาระหว่างผู้สนใจที่เป็นเป้าหมายกับผู้เชื่อได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อจบคำเทศนาเรื่อง "จัดการกับความเครียด" คุณอย่าตามด้วย "อรรถาธิบายขุมทรัพย์เลวีนิติ" หรือเมื่อคุณจบเรื่อง "พระเจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องเพศ" อย่าตามด้วยเรื่อง "ถอดหน้ากากสัตย์ร้ายในวิวรณ์" คุณจะทำให้สมาชิกของคุณมีอาการเก็บตัว และไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่จะเป็นเวลาดีที่จะพาเพื่อนมาคริสตจักร

ผมไม่ได้พูดว่า คุณไม่สามารถที่จะเทศนาเรื่องการเติบโตของคริสเตียนในการนมัสการสำหรับผู้สนใจ ผมเชื่อว่าคุณทำได้ และผมก็ทำอยู่ อย่างที่ผมบอกในบทก่อน ๆ ว่า ผมชอบสอนศาสนศาสตร์และหลักข้อเชื่อให้คนไม่เป็นคริสเตียนฟัง โดยที่ไม่บอกเขาว่ามันเป็นศาสนศาสตร์ และไม่ใช้ศัพท์ศาสนา แต่เมื่อคุณเทศนาเกี่ยวกับบางแง่มุมของความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ คุณต้องเชื่อมโยงมันเข้ากับความต้องการของคนไม่เชื่อ ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง

เลือกนักเทศน์รับเชิญอย่างระมัดระวัง

เดี๋ยวนี้เราไม่เชิญนักเทศน์ข้างนอกมาเหมือนเมื่อก่อน เพราะผมมีทีมนักเทศน์ช่วยรับภาระร่วมกับผม ข้อดีของการใช้คนของคุณเองก็คือ พวกเขารู้จักคนของคุณ รักคนของคุณ และสำคัญที่สุด เขาใช้รูปแบบการเทศนาที่สอดคล้องกับปรัชญาการรับใช้ของคุณ

นักเทศน์ที่หลุดกรอบของคริสตจักรคุณอาจทำให้คุณเสียคนที่คุณฟูมฟักมาเป็นเดือน ๆ เมื่อคนไม่เป็นคริสเตียนเกิดความรู้สึกไม่ดีสักครั้ง มันก็ยากมากที่จะนำเขากลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขณะที่เขากำลังเริ่มสบายใจและลดเกราะป้องกันตัวเองลง นักเทศน์คนหนึ่งกลับมาซัดเขาเต็มแรง เขาจะยิ่งมั่นใจในเรื่องง่าย ๆ ที่เคยสงสัยคริสตจักร

เราเคยบอกเลิกนักเทศน์รับเชิญภายหลังการนมัสการรอบแรก เพราะเขาไม่เข้ากับความเชื่อและรูปแบบของเรา ครั้งหนึ่งเมื่อผมหยุดพักร้อน มีนักเทศน์ชื่อดังมาเทศนาแทนผม น่าเสียดายที่คำเทศนาของเขาคือ พระเจ้าต้องการให้คริสเตียนทุกคนร่ำรวย หลังจากนมัสการรอบแรก ผู้ช่วยศิษยาภิบาลของผมเดินไปพบเขา พร้อมกล่าวว่า "ขอบคุณนะครับ แต่เราจะไม่ให้คุณเทศนาในการนมัสการอีกสามรอบที่เหลือ" ศิษยาภิบาลอนุชนของผมหยิบคำเทศนาเก่า ๆ และเทศนาแทน ศิษยาภิบาลต้องปกป้องฝูงแกะของตนจากคำสอนตบขอบ

เทศนาให้คนมอบถวายชีวิต

เราควรให้โอกาสคนไม่เป็นคริสเตียนได้ตอบสนองพระคริสต์ในการนมัสการสำหรับผู้สนใจเสมอ พวกเขาอาจเลือกที่จะไม่ตอบสนองก็ได้ และคุณต้องเคารพการตัดสินใจนั้นและไม่กดดันเขา แต่ต้องเปิดโอกาสให้เขาเสมอ

มีหลากหลายวิธีที่จะเปิดโอกาสให้เขาตอบสนอง เมื่อผมวางแผนสำหรับการนมัสการครั้งแรกของคริสตจักรแซดเดิลแบ็ค ผมตั้งใจจะทำตามธรรมเนียมเดิม ๆ คือปิดท้ายการนมัสการโดยการเรียกให้คนเดินออกมาข้างหน้า ในฐานะผู้ประกาศแบ็บติสต์ผมทำอย่างนั้นเสมอมา

แต่ขณะที่ผมสรุปคำเทศนาที่โรงละครโรงเรียนมัธยมลากูน่า ฮิล ทันใดนั้นเองผมก็เห็นอุปสรรคสองประการ ประการแรกคือโรงละครนั้นไม่มีทางเดินตรงกลาง เพราะเก้าอี้เชื่อมต่อกันเป็นแถวยาว ปละอาคารนั้นออกแบบเพื่อให้เปิดโล่งไปสู่ประตูข้าง ประการที่สองผมรู้ว่าถึงแม้เขาจะสามารถมาถึงข้างหน้าได้ แต่สิ่งที่เขาจะพบก็คือปากบ่อซึ่งออกแบบไว้เป็นที่นั่งของวงดุริยางค์ ผมแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่เมื่อคิดถึงการพูดว่า "ผมจะขอให้คุณเดินมาข้างหน้าและโดดลงไปในหลุมเพื่อพระเยซู" ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าจะทำอะไรต่อไป ผมจะให้คนแสดงออกถึงการถวายชีวิตได้อย่างไร ถ้าเขาไม่สามารถออกมาข้างหน้า

ตลอดสองสามสัปดาห์ถัดมา เราทดลองหลาย ๆ วิธีที่จะให้คนแสดงออกถึงการถวายชีวิตแด่พระคริสต์ เราลองจัดห้องให้คำปรึกษาเพื่อคนจะมาพูดคุยหลังจากการนมัสการ แต่เราพบว่าเมื่อคนเดินออกจากการนมัสการแล้ว เขาก็มีแต่จะเดินๆปที่รถเท่านั้น ถ้าคุณตัดสินใจใช้ห้องแยกออกมา อย่าเรียกมันว่า "ห้องให้คำปรึกษา" สำหรับคนไม่เป็นคริสเตียนมันฟังดูเหมือนห้องบำบัดของจิตแพทย์ แต่ให้คุณใช้คำที่ไม่น่ากลัวเช่น "ศูนย์บริการผู้มาเยี่ยม" หรือ "บริเวณต้อนรับ"

หลังจากทดลองไปหลายวิธี เราก็ได้ความคิดเรื่องบัตรลงทะเบียนและมอบถวายชีวิต เราเลี่ยนด้านหลังของบัตรต้อนรับเป็นบัตรตัดสินใจ ในตอนเริ่มต้นของการนมัสการเราขอให้ทุกคนกรอกด้านหน้า ในตอนท้าย ผมขอให้ทุกคนก้มศีรษะและผมนำอธิษฐานปิดการประชุม ระหว่างนั้นผมเปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เชื่อได้มอบถวายชีวิตแด่พระคริสต์ แล้วผมก็กล่าวคำอธิษฐานตัวอย่าง แล้วขอให้ผมรู้ถึงการตัดสินใจโดยการกรอกในบัตรตัดสินใจ สิ่งสุดท้ายในการนมัสการคือ เรามีเพลงพิเศษและรอบรวมบัตรและเงินถวายในเวลาเดียวกัน เราจะประมวลผลบัตรเหล่านั้นทันทีเพื่อทำการติดตามผล ขณะที่การนมัสการอีกรอบเริ่มขึ้น ข้อมูลจากบัตรที่ได้จากการนมัสการรอบแรกก็อยู่ในคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้ว

วิธีนี้ได้ผลดีมากสำหรับเรา จนเรายังคงใช้วิธีนี้แม้จะย้ายสถานที่ไปยังอาคารที่เราสามารถเรียกคนออกมาข้างหน้าได้ เราเคยมีการนมัสการที่คนหนึ่งร้อย สองร้อย สามร้อย และครั้งหนึ่งเกือบสี่ร้อยคนกรอกในบัตรว่าเขาได้มอบถวายชีวิตแด่พระคริสต์

บางคนอาจถามว่า "แล้วคนจะประกาศความเชื่อต่อสาธารณชนได้อย่างไร" นั่นคือพิธีบัพติศมา บางคริสตจักรให้ความสำคัญกับการเรียกให้คนออกมารับเชื่อมากจนพิธีบัพติศมาแทบไม่มีอะไรน่าตื้นเต้นเลย

การเปิดโอกาสให้มอบถวายชีวิตแด่พระเจ้า เป็นส่วนประกอบสำคัญของการนมัสการสำหรับผู้สนใจ ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำบางประการสำหรับการนำคนให้ตัดสินใจมอบถวายชีวิต

อธิบายวิธีตอบสนองต่อพระคริสต์อย่างชัดเจน หลายครั้งเหลือเกินที่คำเชิญทำให้คนเข้าใจผิด และคนไม่เป็นคริสเตียนไม่เข้าใจสักนิดว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

วางแผนสำหรับช่วงมอบถวายชีวิต ให้คุณคิดอย่างเจาะจงและรอบคอบว่าคุณต้องการให้เกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น การเปิดโอกาสให้คนมาหาพระคริสต์เป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่คุณจะรวบรัดลงท้ายคำเทศนาโดยไม่วางแผนมาก่อน เพราะปลายทางนิรันดร์ของคนเหล่านั้นกำลังอยู่ในจุดพลิกผัน

ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเชิญคนให้ต้อนรับพระเยซูคริสต์ ถ้าคุณพูดเหมือนกันทุกสัปดาห์ ผู้ฟังก็จะเลิกสนใจเพราะเขาเบื่อหน่าย วิธีที่ดีที่จะหลีกเลี่ยงการพูดซ้ำซาก คือ การบังคับตนเองให้เขียนคำเชิญชวนใหม่ทุกครั้งที่เขียนคำเทศนา

กล่าวคำอธิษฐานตัวอย่างสำหรับคนไม่เป็นคริสเตียน คนไม่เป็นคริสเตียนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับพระเจ้า ดังนั้น คุณต้องให้ตัวอย่างกับเขา โดยพูดว่า "คุณอาจอธิษฐานทำนองนี้ว่า…" และขอให้เขาอธิษฐานตามไปในใจ นี่จะช่วยให้เขาแสดงความเชื่อออกมาเป็นถ้อยคำ

อย่ากดดันให้คนไม่เชื่อตัดสินใจ จงวางใจในพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์จะทำงานของพระองค์ ดังที่ผมกล่าวในบทที่ 10 ว่า ถ้าผลไม้สุกแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องยื้อยุดฉุดกระชาก ช่วงเวลาเชิญชวนที่ยาวนานเกินไปจะยิ่งทำให้ไม่เกิดผล เพราะมันทำให้ใจแข็งกระด้างแทนที่จะทำให้ใจอ่อน เราบอกให้คนใช้เวลาคิดไตร่ตรองเท่าที่เขาต้องการ ผมเชื่อว่าถ้าเขาซื่อสัตย์กับตนเอง เขาก็ย่อมตัดสินใจเลือกทางที่ถูกต้อง

จำไว้เสมอว่าคุณกำลังขอให้คนตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต การประกาศมักจะเป็นกระบวนการที่คนได้ฟังพระกิตติคุณซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเป็นมุมมองที่ไม่คิดถึงสภาพความเป็นจริงเมื่อเราคิดว่า คนอายุสี่สิบปีจะหันเหทิศทางชีวิตของตนอย่างสิ้นเชิงโดยการฟังคำเทศนาสามสิบนาที คุณจะยังไปร้านขายของร้านเดิมอยู่ไหม ถ้าทุกครั้งที่คุณไปซื้อนม คนขายก็จะพยายามกดดันให้คุณซื้อสเต็ก ลองนึกดูสิครับ ถ้าคนขายบอกว่า "วันนี้เป็นวันสเต็ก เป็นเวลาแห่งสเต็ก คุณต้องซื้อสเต็กวันนี้ เพราะพรุ่งนี้คุณอาจไม่มีสเต็กก็ได้" ผู้คนไม่ได้ปิดใจอย่างที่เราคิด เขาเพียงแต่ต้องการเวลาเพื่อจะคิดและตัดสินใจในสิ่งที่เราเสนอให้เขา

เสนอทางเลือกหลาย ๆ ทางที่จะแสดงออกถึงการมอบถวายชีวิตแด่พระคริสต์ ถ้าคุณยังใช้วิธีเชิญคนออกมาข้างหน้า แทนที่จะเลิกใช้วิธีนี้ ให้คุณลองเพิ่มทางเลือกโดยใช้บัตร หย่อนเบ็ดลงในน้ำอีกสักตัว การใช้บัตรสามารถเป็นทางเลือกสำหรับคนที่อายไม่กล้าแสดงออกมาข้างหน้า จำไว้ว่าพระเยซูไม่เคยตรัสว่า คุณต้องเดินจากจุด ก ไปจุด ข เพื่อจะประกาศความเชื่อของตน

จริง ๆ แล้วการเชิญคนออกมาข้างหน้าเป็นวิธีสมัยใหม่ อาซาเฮล เน็ตเทิลตันเริ่มใช้วิธีนี้ในปี 1817 และชาร์ลส์ ฟินนีย์มาทำให้มันแพร่หลาย คริสตจักรในพระคัมภีร์ใหม่ไม่มีการเชิญคนออกมาข้างหน้า เพราะพวกเขาไม่มีอาคารคริสตจักรตลอด 300 ปีแรก นั่นหมายความว่า ไม่มีทางเดินตรงกลาง และไม่มีธรรมาสน์ที่จะให้คนเดินออกมา

วิธีหนึ่งที่ผมใช้ได้ผลมากคือ "การสำรวจด้านจิตวิญญาณ" ในตอนท้ายการนมัสการ หลังจากเทศนาเรื่องแผนการแห่งความรอดและนำอธิษฐานมอบถวายชีวิต ผมก็ทำการสำรวจโดยพูดว่า "รู้ไหมครับ สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดคือได้มีโอกาสคุยกับคุณแต่ละคนเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับเส้นทางฝ่ายจิตวิญญาณของคุณ ผมอยากจะเชิญคุณแต่ละคนมาทานพายและกาแฟและเล่าให้ผมฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในชีวิตคุณ แต่น่าเสียดายที่ในคริสตจักรขนาดนี้ ผมไม่มีทางทำเช่นนั้นได้ ดังนั้นผมจึงขอให้คุณช่วยอะไรผมอย่างหนึ่งคือ มีส่วนร่วมในการสำรวจส่วนตัว ผมอยากให้คุณหยิบบัตรต้อนรับที่คุณกรอกไปก่อนหน้านี้ และที่ด้านหลังนั้น ขอให้คุณเขียนอักษร A B C หรือ D ตามที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้

"ถ้าคุณเคยมอบถวายชีวิตให้พระเยซูคริสต์ก่อนมานมัสการวันนี้ ขอให้คุณเขียนอักษร A ถ้าคุณมาเชื่อพระเยซูคริสต์เป็นครั้งแรกในวันนี้ ขอให้เขียนอักษร B และถ้าคุณตอบว่า "ริค ผม/ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจวันนี้ แต่กำลังไตร่ตรอง และอยากให้คุณรู้ว่าผม/ฉันกำลังไตร่ตรอง" ก็ให้คุณเขียนอักษร C และถ้าคุณไม่คิดจะมอบชีวิตให้พระเยซูคริสต์เลย ผมก็ยินดีรับคำตอบที่จริงใจของคุณโดยที่คุณเขียนอักษร D ลงไป"

ผลที่ได้ทำให้ผมอัศจรรย์ใจเสมอ วันอาทิตย์หนึ่งเราได้รับอักษร B เกือบสี่ร้อยตัว เราเคยได้รับอักษร C มากถึง 800 นั่นทำให้เรามีรายชื่อมากมายสำหรับอธิษฐานและเราไม่เคยได้รับอักษร D มากกว่า 17 ตัวเลย

ครั้งหนึ่งนักศึกษาพระคริสตธรรมบ่นกับชาร์ลส์ สเปอร์เจียนว่า "ผมไม่เข้าใจเลย ทุกครั้งที่ผมเทศนา ไม่มีใครมาหาพระคริสต์เลย แต่ทุกครั้งที่คุณเทศน์ จะมีคนมาหาพระคริสต์เสมอ" สเปอร์เจียนตอบว่า "ทุกครั้งที่คุณเทศนา คุณคาดหวังว่าคนจะมาหาพระคริสต์หรือเปล่า" ชายหนุ่มตอบว่า "แน่นอน ไม่ครับ" นั่นแหละปัญหาของคุณ" สเปอร์เจียนกล่าว

ผมมักจะอธิษฐานว่า "พระบิดา พระองค์ได้ตรัสว่า ให้เป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด ข้าพระองค์รู้ว่ามันเป็นการเสียเวลาถ้าจะเทศนาและไม่คาดหวังให้พระองค์ใช้คำเทศนานั้น ดังนั้น ข้าพระองค์ขอบคุณพระองค์ล่วงหน้าที่จะมีคนได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิต"

การเทศนาที่ดีเลิศ

เจตนาของบทนี้ไม่ใช่เพื่ออธิบายปรัชญาการเทศนาของผมทั้งหมด เรื่องนั้นคงเขียนหนังสือได้อีกเล่ม จุดมุ่งหมายของผมในบทนี้คือ ให้คำแนะนำที่คุณสามารถปฏิบัติได้ ซึ่งจะทำให้การเทศนาสำหรับคนไม่เป็นคริสเตียนเปลี่ยนไปอย่างมากมายไม่ว่าคุณจะมีรูปแบบการเทศนาอย่างไร

ในโลกเทคโนโลยีของเรา การเทศนามักได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ล้าสมัยและไม่น่าสนใจ ผมเห็นด้วยว่ารูปแบบการเทศนาที่เคยได้ผลหลายรูปแบบ เดี๋ยวนี้ไม่สามารถสื่อสารกับผู้ไม่เชื่ออย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงการได้เห็นชีวิตคนได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ก็ไม่มีอะไรจะเปรียบกับการเทศนาที่ได้รับการเจิมโดยพระวิญญาณได้ คำเทศนายังคงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในการนมัสการสำหรับผู้สนใจ การเติบโตตลอดสิบห้าปีของแซดเดิลแบ็ค ทั้งที่เราใช้โรงยิมที่ร้อน เต็นท์ที่ฝนรั่ว และที่จอดรถที่แออัด เป็นข้อพิสูจน์ว่า ผู้คนจะยอมทนความไม่สะดวกและข้อจำกัดหลายประการ ถ้าคำเทศนาตอบสนองความต้องการของเขาอย่างแท้จริง

บทที่ 15 เลือกแนวดนตรีของคุณ

พระองค์ทรงบรรจุเพลงใหม่ในปากข้าพเจ้า…
คนเป็นอันมากจะเห็นและเกรงกลัวและวางใจในพระเจ้า
สดุดี 40:3

คนมักถามผมบ่อย ๆ ว่า ถ้าผมมีโอกาสเริ่มคริสตจักรแซดเดิลแบ็คใหม่ ผมจะทำอะไรที่ต่างจากเดิม คำตอบของผมคือ ตั้งแต่วันแรกของคริสตจักร ผมจะทุ่มเทกำลังและเงินเพื่อสร้างพันธกิจดนตรีชั้นหนึ่งที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของเรา ในปีแรก ๆ ผมทำผิดพลาดโดยประเมินพลังอำนาจของดนตรีต่ำเกินไป ผมจึงลดปริมาณการใช้ดนตรีในการนมัสการลง ตอนนี้ผมเสียดายที่ทำอย่างนั้น

ดนตรีเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเรา เรากินไปฟังไป เราขับรถไปฟังไป เวลาเราเดินซื้อของมักจะได้ยินเสียงเพลง เราพักผ่อนโดยการฟังเพลง และคริสเตียนบางคณะถึงกับเต้นโลดไปกับเสียงเพลง

บทเพลงสามารถสัมผัสผู้คนในลักษณะที่คำเทศนาทำไม่ได้ ดนตรีเป็นทางลัดผ่านกำแพงทางความคิด และนำถ้อยคำตรงเข้าสู่จิตใจ มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการประกาศ ในสดุดี 40:3 ดาวิดกล่าวว่า "พระองค์ทรงบรรจุเพลงใหม่ในปากข้าพเจ้า… คนเป็นอันมากจะเห็นและเกรงกลัวและวางใจในพระเจ้า" เห็นไหมครับว่าดนตรีมีความสัมพันธ์กับการประกาศ "คนเป็นอันมากจะเห็นและเกรงกลัวและวางใจในพระเจ้า"

อริสโตเติลกล่าวว่า "ดนตรีมีพลังในการสร้างลักษณะนิสัย" ปัจจุบันซาตานกำลังใช้ดนตรีทำเช่นนั้นอย่างชัดเจน เนื้อเพลงร็อคในช่วงทศวรรษที่ 60 และ 70 ได้สร้างค่านิยมให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่ปัจจุบันอายุ 30, 40 หรือ 50 ดนตรีเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เราใช้ถ่ายทอดค่านิยมให้คนรุ่นหลัง และถ้าเราไม่ใช่ดนตรีร่วมสมัยเพื่อเผยแพร่ค่านิยมของพระเจ้า ซาตานก็จะเข้าถึงคนทั้งโลกได้อย่างไม่มีคู่แข่ง ดนตรีเป็นพลังอำนาจที่ไม่อาจละเลยได้

ตอนที่ผมเริ่มคริสตจักรแซดเดิลแบ็ค ผมไม่เพียงแค่ประเมินพลังของดนตรีต่ำเกินไปเท่านั้น ผมยังทำผิดพลาดโดยพยายามตอบสนองรสนิยมของทุกคน เรามักจะใช้ "ตั้งแต่บ๊าคถึงร็อค" (บ๊าค - โจฮาน เซบาสเตียน บ๊าค นักประพันธ์เพลงยุคคลาสสิค) ในการนมัสการรอบเดียว เราสลับไปมาระหว่างเพลงนมัสการสมัยเก่า เพลงประสานเสียง และเพลงคริสเตียนร่วมสมัย เราใช้ทั้งดนตรีคลาสสิค คันทรี่ แจ๊ส ร็อค เรกเก้ ป๊อบ และแม้แต่แร็ป ฝูงชนไม่มีวันรู้ว่าเราจะใช้ดนตรีอะไรต่อไป ผลเหรอครับเราไม่ได้ทำให้ใครพอใจเลย เราทำให้ทุกคนผิดหวัง เราทำเหมือนสถานีวิทยุที่ผมพูดถึงในบทที่ 9 ซึ่งพยายามทำให้ทุกคนประทับใจโดยการเปิดเพลงทุกประเภท

เป็นไปไม่ได้ที่จะตอบสนองความชอบและรสนิยมทางดนตรีของทุกคน ดนตรีเป็นความแตกต่างที่แบ่งแยกคนแต่ละวัย แต่ละภูมิภาค แต่ละบุคลิก และบางครั้งก็แบ่งแยกสมาชิกในครอบครัวด้วย ดังนั้น เราไม่ต้องแปลกใจถ้าสมาชิกมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องดนตรีที่ใช้ในคริสตจักร คุณต้องกำหนดว่าคุณต้องการประกาศกับใครและดูว่าเขาชอบดนตรีประเภทไหน แล้วก็ยึดดนตรีประเภทนั้นไว้ คุณจะเสียเวลาเปล่า ถ้าคุณพยายามหาแนวดนตรีที่ทุกคนในคริสตจักรชอบ

เลือกแนวดนตรีของคุณ

การเลือกแนวดนตรีถือเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งตลอดชีวิตของคริสตจักร (และอาจมีความขัดแย้งมากที่สุดด้วย) มันอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่าคริสตจักรคุณจะนำใครมาถึงพระคริสต์ และคริสตจักรคุณจะเติบโตหรือไม่ คุณต้องเลือกแนวดนตรีที่เหมาะกับกลุ่มคนที่พระเจ้าต้องการให้คริสตจักรคุณนำมาหาพระเจ้า

แนวดนตรีที่คุณใช้จะ "กำหนดตำแหน่ง" ของคริสตจักรคุณ มันจะบอกว่าคุณเป็นใคร และเมื่อคุณเลือกแนวดนตรีที่ใช้ในการนมัสการ คุณก็กำหนดทิศทางของคริสตจักรโดยที่คุณไม่รู้ตัว แนวดนตรีจะกำหนดว่าคุณจะได้คนประเภทไหน จะมีคนประเภทไหน และจะเสียคนประเภทไหน

ถ้าคุณบอกว่าคุณใช้ดนตรีแนวไหน ผมก็สามารถบอกได้ว่าคริสตจักรคุณกำลังนำคนกลุ่มไหนมาเชื่อ โดยที่ผมไม่ต้องไปเยี่ยมคริสตจักรคุณเลย และผมยังบอกได้ด้วยว่า คนกลุ่มไหนที่คริสตจักรคุณจะไม่มีวันนำมาได้

ผมไม่คิดว่าเราสามารถตัดสินว่าดนตรีแนวไหน "ดี" หรือ "เลว" ใครเป็นผู้ตัดสินเรื่องนี้ แนวดนตรีที่คุณชอบเป็นผลงานมาจากพื้นเพและวัฒนธรรม คนเอเชีย แอฟริกา อเมริกาใต้ ต่างก็ชอบจังหวะและแนวทำนองที่ต่างกัน

การยืนกรานว่าดนตรี "ที่ดี" ทั้งหมดเขียนขึ้นในยุโรปเมื่อสองร้อยปีที่แล้วเป็นความคิดของกลุ่มนิยมชนชั้นสูง แน่นอน แนวคิดนี้ไม่มีข้อสนุบสนุนในพระคัมภีร์แม้แต่น้อย คริสตจักรจำเป็นต้องยอมรับว่าไม่มีแนวดนตรีใดที่ "บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์" สิ่งที่ทำให้บทเพลงบริสุทธิ์คือ เนื้อเพลง และเนื้อเพลงทำให้เพลงนั้นเป็นเพลงคริสเตียน

ร้องเพลงบทใหม่

ตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักร นักศาสนศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ได้บรรจุความจริงของพระเจ้าลงในดนตรีร่วมสมัยในยุคของเขา ทำนองเพลง "องค์พระเจ้าทรงเป็นป้อมปราการ" ของมาร์ติน ลูเธอร์ ยืมทำนองมาจากเพลงยอดนิยมในสมัยนั้น ชาร์ลส์ เวสเลย์ใช้ทำนองยอดนิยมจากโรงเหล้าและโรงอุปรากรในอังกฤษ จอห์น คาลวิน จ้างนักแต่งทำนองชาวโลกสองคน เพื่อบรรจุศาสตร์ของตนลงในบทเพลง

เพลงที่ปัจจุบันเราถือว่าเป็นเพลงนมัสการดั้งเดิม ในอดีตก็เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เหมือนเพลงคริสเตียนร่วมสมัยในปัจจุบัน เมื่อครั้งบทเพลง "ราตรีสวัสดิ์ ราตรีสงัด" (Silent Night) ตีพิมพ์ครั้งแรก จอร์จ เวเบอร์ ผู้อำนวยเพลงของวิหารไมน์ซเรียกเพลงนี้ว่า "เพลงชั้นต่ำอันเลวร้ายและไม่ให้ความรู้สึกแบบคริสเตียน" และชาร์ลส์ สเปอร์เจียน ศิษยาภิบาลยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษก็เคยปฏิเสธเพลงนมัสการร่วมสมัยของเขา ซึ่งก็เป็นเพลงเดียวกับที่เราเคารพยกย่องในปัจจุบัน

เรื่องที่เหลือเชื่อที่สุดก็คือ บทเพลง เมสไซยาห์ ของแฮนเดล ถูกนักบวชสมัยนั้นประณามว่า "มหรสพชั้นต่ำ" เขาว่า เมสไซยาห์ มีการร้องซ้ำ ๆ มากเกินไป และมีเนื้อหาน้อยเกินไป - มีการร้องซ้ำ "ฮาเลลูยา" เกือบร้อยครั้ง ซึ่งก็เหมือนที่คนวิพากษ์วิจารณ์ท่อนร้องรับของเพลงนมัสการสมัยใหม่

แม้ตามธรรมเนียมการร้องเพลง คริสตจักรแบ๊บติสต์ก็เคยมองว่า "เป็นลักษณะฝ่ายโลก" เบนจามิน คีช ศิษยาภิบาลในศตวรรษที่ 17 เริ่มนำเพลงเข้ามาในคริสตจักรแบ๊บติสต์ในอังกฤษ เขาเริ่มโดยการสอนเด็ก ๆ เพราะเด็ก ๆ ชอบร้องเพลง อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นพ่อแม่ยังไม่ชอบร้อง

ความขัดแย้งครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อคีชพยายามให้ที่ประชุมทั้งหมดร้องเพลงในที่สุด ในปี 1673 เขาสามารถทำให้คริสตจักรยอมร้องหนึ่งเพลงหลังจากพิธีมหาสนิทโดยคีชอ้างพระคัมภีร์ มาระโก 14:26 อย่างไรก็ตาม คีชยอมให้คนที่คัดค้านการร้องเพลงออกจากที่ประชุมก่อนเริ่มร้องเพลง หกปีให้หลัง ในปี 1679 คริสตจักรเห็นพ้องกันว่าจะร้องเพลงในวันขอบคุณพระเจ้า

และต้องใช้เวลาอีก 14 ปี คริสตจักรจึงจะเห็นด้วยว่าการร้องเพลงเป็นการกระทำที่ถูกต้องในการนมัสการ ความขัดแย้งครั้งนี้ราคาแพงมาก เพราะคีชต้องยอมให้สมาชิก 22 คนจากไปอยู่กับคริสตจักรที่ไม่ร้องเพลง อย่างไรก็ตาม กระแสการร้องเพลงก็แพร่ไปสู่คริสตจักรอื่น ๆ คุณอาจก้าวหน้าไปช้า ๆ แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่อาจหยุดยั้งได้เลย

สิ่งที่น่าอัศจรรย์สำหรับผมคือ ความอดทนอย่างเหลือเชื่อของอาจารย์คีช เขาต้องใช้ยี่สิบปีเพื่อจะเปลี่ยนรูปแบบการนมัสการของสมาชิก สำหรับคริสตจักรส่วนมากการเปลี่ยนแปลงหลักศาสนศาสตร์อาจง่ายกว่าการเปลี่ยนระเบียบพิธีนมัสการ

จุดอ่อนอย่างหนึ่งของเราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียนที่เน้นความรอดโดยความเชื่อ (อีแวนเจลิคอล) คือเราไม่รู้ประวัติศาสตร์คริสตจักร โดยเหตุนี้พวกเราจึงสับสนระหว่างประเพณีของเรากับรูปแบบที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์ วิธีการและอุปกรณ์ที่เราใช้ในปัจจุบัน เช่น เพลงนมัสการ เปียโน ออร์แกน และรวีศึกษา ครั้งหนึ่งก็เคยถูกมองว่าเป็นวิถีชาวโลก หรือการกระทำนอกศาสนา ปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านี้ต่างได้รับการยอมรับในฐานะของขวัญจากพระเจ้าที่ช่วยสนับสนุนการนมัสการ แต่เรากลับมีบัญชีดำชุดใหม่ เช่น การใช้เครื่องสังเคราะห์เสียง กลอง ละคร และวีดิโอ ในการนมัสการ

การถกเถียงว่าจะใช้ดนตรีแนวไหนกำลังจะกลายเป็นความขัดแย้งสำคัญในคริสตจักรท้องถิ่นหลายแห่งในไม่กี่ปีข้างหน้า ในที่สุดแล้วคริสตจักรจะต้องพูดกันถึงเรื่องนี้

ทำไมคนเราจึงถือเอาความขัดแย้งเรื่องรูปแบบการนมัสการมาเป็นเรื่องส่วนตัวมากนัก ก็เพราะรูปแบบการนมัสการนั้นเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับลักษณะที่พระเจ้าสร้างคุณมา การนมัสการ คือ คุณแสดงความรักต่อพระเจ้าเป็นส่วนตัว เมื่อมีคนวิจารณ์รูปแบบการนนมัสการของคุณ คุณจึงปกป้องตัวเองตามธรรมชาติ

ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คหลังจากที่เราล้มเหลวกับการพยายามทำให้ทุกคนพอใจ เราได้แจกบัตร 3 คูณ 5 นิ้วให้ทุกคนในที่ประชุม และขอให้เขาเขียนว่าเขาฟังวิทยุคลื่นใด

เราพบว่าร้อยละ 96 ของที่ประชุมตอบว่า เขาฟังเพลงร่วมสมัยสำหรับผู้ใหญ่ คนส่วนมากที่อายุน้อยกว่า 40 ไม่ฟังเพลงที่ร้องก่อนปี 1965 เลย สำหรับพวกเขาเพลงคลาสสิคคือเพลงของเอลวิส พวกเขาชอบเพลงสดใส ร่าเริง สนุกสนาน หูของเขาคุ้นเคยกับเพลงที่มีแนวเบสและจังหวะหนักแน่น เราจึงเลือกใช้ดนตรีแนว ป๊อบร็อค ซึ่งเป็นแนวที่คนส่วนมากคุ้นหู

หลังจากสำรวจกลุ่มคนที่เราต้องการนำมาเชื่อแล้ว เราก็ตัดสินใจเลิกใช้เพลงนมัสการในการประชุมเพื่อผู้สนใจ ภายในหนึ่งปีหลังจากตัดสินใจเลือก "ดนตรีของเรา" คริสตจักรแซดเดิลแบ็คก็เติบโตอย่างพรวดพราด ผมยอมรับว่าเราสูญเสียคนเป็นร้อยที่มีแน้วโน้มจะเป็นสมาชิกเนื่องจากแนวดนตรีที่เราใช้ แต่อีกด้านหนึ่ง เราดึงดูดคนอีกนับพันเพราะดนตรีของเรา

กฏในการเลือกแนวดนตรี

ผมตระหนักว่า เรื่องนี้เหมือนการเดินไปบนพื้นที่ที่เต็มด้วยกับระเบิด ผมจึงขอให้คำแนะนำบางประการเกี่ยวกับดนตรี ไม่ว่าคุณจะเลือกดนตรีแนวไหน ผมเชื่อว่ามีกฏสองสามข้อที่คุณจำเป็นต้องทำตาม

ลองฟังดนตรีทั้งหมดที่คุณจะใช้เสียก่อน

อย่าสร้างความประหลาดใจในการนมัสการของคุณ ผมเรียนรู้เรื่องนี้ด้วยความเจ็บปวด ผมสามารถเล่าเรื่องมากมายที่คุณฟังแล้วจะน้ำตาไหล เช่น เมื่อนักร้องรับเชิญตัดสินใจร้องเพลงยาวยี่สิบนาทีเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ถ้าหากคุณไม่ควบคุมดนตรีของคุณ ดนตรีจะควบคุมการนมัสการของคุณ จงกำหนดขอบเขตไว้บ้างเพื่อให้ดนตรีสนับสนุนวัตถุประสงค์ของการนมัสการ ไม่ใช่ขัดขวางวัตถุประสงค์ของการนมัสการ

ขณะที่คุณลองฟังดนตรีที่คุณตั้งใจจะใช้ ให้คุณพิจารณาทั้งเนื้อเพลงและทำนอง ถามตัวเองว่าเนื้อเพลงนั้นถูกต้องตามหลักข้อเชื่อหรือไม่ คนไม่เชื่อเข้าใจได้ ให้คุณวิเคราะห์จุดหมายของเพลงที่ใช้อยู่เสมอ เป็นเพลงเพื่อการสอน เพื่อการนมัสการ เพื่อการสามัคคีธรรม หรือเพื่อการประกาศ

ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คจำแนกเพลงออกเป็นหมวดหมู่ตามกลุ่มเป้าหมาย เรามีรายชื่อเพลงสำหรับฝูงชน คือ เพลงที่เหมาะเวลาผู้ไม่เชื่อมาร่วมประชุม (ในการนมัสการสำหรับผู้สนใจ) รายชื่อเพลงสำหรับสมาชิก คือ เพลงที่มีความหมายสำหรับผู้เชื่อ แต่ผู้ไม่เชื่อจะไม่เข้าใจ (เราร้องเพลงเหล่านี้ในการนมัสการกลางสัปดาห์) และรายชื่อเพลงสำหรับกลุ่มคนที่เป็นแกนนำ ซึ่งใช้ในการนมัสการและการรับใช้ (เราร้องเพลงเหล่านี้ในการประชุมกลุ่มผู้รับใช้ฆราวาส)

ถามตนเองว่า "ทำนองเพลงนี้ทำให้ฉันรู้สึกอย่างไร" เพลงมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของมนุษย์อย่างมาก แนวดนตรีที่ไม่เหมาะสมอาจทำลายจิตวิญญาณและอารมณ์ของการนมัสการ ศิษยาภิบาลทุกคนรู้ดีถึงความยากลำบากที่ต้องพยายามชุบชีวิตของที่ประชุม หลังจากที่บทเพลงได้ทำให้ทุกคนหดหู่และหมดอาลัยตายอยาก จงกำหนดอารมณ์ที่คุณต้องการ และใช้แนวดนตรีที่สามารถสร้างความรู้สึกแบบนั้น ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คเราเชื่อว่าการนมัสการควรเป็นการเฉลิมฉลอง ดังนั้น เราจึงใช้จังหวะคึกคัก สดใส และสนุกสนาน เราแทบจะไม่ร้องเพลงในบันไดเสียงไมเนอร์เลย

แม้แต่เวลาที่เราเชิญนักร้องชื่อดังมาร้องที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็ค เราก็ยืนกรานที่จะลองฟังทุกเพลงที่เขาตั้งใจจะร้องเสียก่อน บรรยากาศการนมัสการสำหรับผู้สนใจของเราสำคัญยิ่งกว่าความมั่นใจในตัวเองของนักร้องทุกคน

เร่งจังหวะให้คึกคัก

ดังที่ผมชี้ให้ในบทที่ 14 พระคัมภีร์กล่าวว่า "จงปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความยินดี จงเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยการร้องเพลง" (สดุดี 100:2) แต่การนมัสการหลายแห่งกลับเหมือนงานศพมากกว่าการเฉลิมฉลอง จอห์น ไบซาโญ ศิษยาภิบาลคริสตจักรแบ็บติสต์ที่หนึ่ง ในฮูสตัน รัฐเทกซัส ซึ่งมีสมาชิก 15,000 คน กล่าวว่า "เพลงหม่นหมองเหมือนงานศพ และผู้นำเพลงที่เคร่งเครียด อาจฆ่าคริสตจักรได้เร็วกว่าสิ่งใด ๆ ในโลก"

ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็ค เพลงของเรามีชีวิตชีวา ผมเพิ่งได้รับบัตรความประทับใจครั้งแรกจากชายอายุ 81 และภรรยา เขาเขียนว่า "ขอบคุณที่กระตุ้นให้เลือดชราของเราสูบฉีดอีกครั้ง" เป็นไปไม่ได้ที่จะสัปหงกเวลาคริสตจักรแซดเดิลแบ็คร้องเพลง เราต้องการให้เพลงของเรามีผลกระทบต่อผู้คนทั้งในด้านจิตวิญญาณและอารมณ์ ตัวอักษร I M P และ T ในคำย่อ IMPACT ซึ่งผมพูดถึงในบทที่แล้ว ล้วนเป็นเพลงจังหวะคึกคัก ส่วน A และ C เป็นเพลงที่ช้าลง เพื่อให้คนได้ไคร่ครวญมากขึ้นผู้ไม่เชื่อมักจะชอบเพลงเฉลิมฉลองมากกว่าเพลงช้าไคร่ครวญ เพราะเขายังไม่มีความสัมพันธ์กับพระคริสต์

ทำให้เนื้อเพลงทันสมัย

มีเพลงดี ๆ มากมายที่สามารถนำมาใช้ในการนมัสการสำหรับผู้สนใจได้ เพียงแค่คุณเปลี่ยนคำหรือสองคำเพื่อให้คนไม่เชื่อสามารถเข้าใจได้ และถ้าหากคุณใช้เพลงนัมสการเก่า ๆ คุณอาจต้องแก้ไขทั้งเพลง เพื่อให้คนในปัจจุบันเข้าใจได้ วลีเช่น "ล้างโดยโลหิตพระเมษโปรด" "เครูบและเสราฟิม" "เทพไท้และสิทธิชนบนสวรรค์" ล้วนฟังแล้วสับสนสำหรับคนไม่เชื่อ เขาไม่สนใจสักนิดว่าคุณกำลังร้องเพลงเกี่ยวกับอะไร

สมาชิกบางคนจะยืนกรานว่าเพลงเก่า ๆ มีหลักศาสนศาสตร์ที่ดี ผมเห็นด้วยแล้วทำไมไม่แก้คำโบราณ ๆ และใส่เนื้อเพลงลงในทำนองร่วมสมัยล่ะครับ จำไว้ว่าทำนองเพลงไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ จับเพลงเก่า ๆ เหล่านั้นแต่งตัวใหม่เถอะครับ และถ้าคุณพิมพ์เพลงลงในสูจิบัตร คุณได้รับอนุญาตให้แก้ไขเพลงได้ ถ้าเพลงนั้นเป็นสมบัติของสาธารณะแล้ว (เพลงสาธารณะ คือ เพลงเก่า ๆ ที่ส่วนมากอายุมากกว่า 50 ปีหลังจากผู้แต่งเสียชีวิต เป็นไปตามหลักสากลของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ - ผู้แปล)

อย่างไรก็ตาม เพลงสั้นร่วมสมัยบางเพลงก็ฟังดูสับสนไม่แพ้เพลงเก่า ๆ เมื่อดูจากคำที่ใช้ คนไม่เชื่อไม่เข้าใจหรอกครับว่า "เยโฮวาห์ยิเรห์" มีความหมายว่าอะไรสำหรับเขาก็ไม่ต่างอะไรถ้าคุณร้อง "มัมโบ มากัมโบ" เลียนแบบเพลงอาฟริกัน

หนุนใจให้สมาชิกแต่งเพลงใหม่ ๆ

คริสตจักรทุกแห่งควรได้รับการหนุนใจให้แต่งเพลงนมัสการใหม่ ๆ ถ้าคุณศึกษาประวัติศาสตร์คริสตจักร คุณจะพบว่าการฟื้นฟูที่แท้จริงทุกครั้งเกิดขึ้นควบคู่ไปกับดนตรีใหม่ ๆ เสมอ เพลงใหม่ ๆ คือ การบอกว่า "พระเจ้ากำลังทำบางสิ่งบางอย่างที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่แค่ร้อยปีที่แล้วเท่านั้น" คนทุกรุ่นทุกวัยต้องการเพลงใหม่เพื่อจะสำแดงออกถึงความเชื่อ

สดุดี 96:1 กล่าวว่า "จงร้องเพลงบทใหม่ถวายพระเจ้า" น่าเศร้าที่คริสตจักรส่วนมากยังร้องแต่เพลงเก่า ๆ บริษัทแผ่นเสียงโคลัมเบียเคยศึกษาและพบว่าหลังจากร้องเพลงไป 50 เที่ยวแล้ว คนจะไม่คิดถึงความหมายของเนื้อเพลงอีกต่อไป - พวกเขาจะร้องไปเหมือนท่องอาขยาน

เราชอบเพลงเก่าเพราะมันทำให้เราหวนระลึกถึงความรู้สึกในอดีต มีเพลงบางเพลง เช่น "มีชัยชนะในพระเยซู" "ข้าขอมอบถวาย" ที่ทำให้ผมน้ำตาคลอได้โดยอัตโนมัติ เพราะมันทำให้ผมระลึกถึงจุดหักเหฝ่ายวิญญาณในชีวิตผม แต่เพลงเหล่านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างเดียวกันสำหรับคนที่ไม่เชื่อ หรือแม้แต่ผู้เชื่อคนอื่น ๆ เพราะพวกเขาไม่ได้มีความทรงจำเดียวกับผม

คริสตจักรหลายแห่งใช้เพลงบางเพลงมากเกินไป เพราะความชื่นชอบส่วนตัวของศิษยาภิบาลหรือผู้นำเพลงหรือศิษยาภิบาลชอบ ไม่ควรจะมากำหนดแนวดนตรีที่คุณใช้ ตรงกันข้ามคุณต้องให้กลุ่มเป้าหมายกำหนดแนวดนตรีของคุณ

ถ้าคุณอยากรู้ว่าคุณใช้เพลงจำเจคนเบื่อหรือยัง ผมท้าทายให้คุณทดสอบในวันอาทิตย์ที่จะมาถึง ให้คุณถ่ายวีดิโอใบหน้าของที่ประชุมเมื่อเขาร้องเพลง เมื่อคนร้องเพลงเดิม ๆ ความเบื่อเซ็งก็จะปรากฏบนใบหน้า สิ่งที่ทำลายการนมัสการได้ดีที่สุดคือ ความรู้สึกว่า "อ๋อ เพลงนี้อีกแล้ว"

เพลงจะสูญเสียพลังไปเมื่อคนไม่คิดถึงคำที่เขาร้อง แต่บางเพลงสามารถเป็นคำพยานที่ทรงพลังสำหรับคนไม่เชื่อได้ เมื่อผู้คนร้องเพลงที่เขาซาบซึ้งกับเนื้อเพลง

เพลงคริสเตียนมากมายในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โน้มเอียงไปทางการยกย่องประสบการณ์ของคริสเตียน มากกว่ายกย่องพระคริสต์ ตรงกันข้ามกับ เพลงนมัสการที่เกิดผมมากในปัจจุบัน คือ เพลงรักที่ร้องถวายแด่พระเจ้า นี่เป็นการนมัสการตามพระคัมภีร์ พระคัมภีร์บอกเราอย่างน้อย 17 ครั้งให้เรา ร้องเพลงถวายแด่พระเจ้าแต่ตรงกันข้าม เพลงส่วนมากร้องเกี่ยวกับพระเจ้า พลังของเพลงนมัสการร่วมสมัยหลายเพลง คือ ให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง

ใช้คีย์บอร์ด MIDI

ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันคริสตจักรสามารถมีดนตรีที่มีคุณภาพและเสียงเหมือนกับแผ่นเสียงที่ผลิตโดยมืออาชีพ สิ่งที่คุณต้องการก็มีเพียงคีย์บอร์ด MIDI และแผ่น MIDI ดิสก์ ความงดงามของการใช้ MIDI คือ คุณสามารถ "เติมช่องว่าง" ของนักดนตรีที่ขาดอยู่ได้ เช่น ถ้าคุณมีคีย์บอร์ด มือทรัมเป็ต และมือกีตาร์ แต่ไม่มีมือเบส และมือกลอง คุณก็สามารถเติมแนวเบสและกลองลงใน MIDI ได้อย่างง่ายดาย ถ้าหากคริสตจักรคุณไม่มีๆใครคุ้นเคยกับเทคโนโลยี MIDI คุณสามารถขอคำแนะนำจากร้านขายเครื่องดนตรีได้

เนื่องจากขนาดของเราคริสตจักรแซดเดิลแบ็คมีวงป๊อบร็อคออร์เคสตร้าครบวง แต่คริสตจักรส่วนมากไม่ใหญ่ขนาดนั้น ถ้าผมเริ่มคริสตจักรใหม่วันนี้ ผมจะหาคนที่รู้วิธีใช้ MIDI และยกคีย์บอร์ดสักตัวให้เขา สมัยที่ผมเริ่มคริสตจักรแซดเดิลแบ็คนั้นยังไม่มีเทคโนโลยี MIDI และบางครั้งผมก็คิดสงสัยว่า เราจะนำคนได้มากสักแค่ไหน ถ้าเวลานั้นเรามี MIDI ในการนมัสการ

เมื่อผทสำรวจคนนิยมฟังเพลง ไม่มีสักคนที่ตอบว่า "ผมฟังเพลงบรรเลงออร์แกนทางวิทยุ" คริสตจักรเกือบจะเป็นสถานที่เดี่ยวที่คุณยังสามารถได้ยินเสียงของออร์แกน เรื่องนี้บอกอะไรคุณบาง ลองคิดให้ถี่ถ้วนสิครับ เราเชิญคนไม่เชื่อมา ให้เขานั่งเก้าอี้สมัยศตวรรษที่ 17 (ม้านั่งยาวในโบสถ์) ร้องเพลงสมัยศตวรรษที่ 18 และ ฟังเครื่องดนตรีสมัยศตวรรษที่ 19 แล้วเราก็มานั่งสงสัยว่า ทำไมชาวโลกถึงคิดว่าเราล้าสมัย ผมเกรงว่าเราจะเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เสียก่อนที่บางคริสตจักรจะเริ่มใช้เครื่องดนตรีของศตวรรษที่ 20

คุณต้องตัดสินใจว่า คริสตจักรของคุณจะเป็นที่อนุรักษ์ดนตรีเก่าเพื่อคนที่มีรสนิยมสูง หรือจะเป็นสถานที่ ๆ คนทั่วไปสามารถพาเพื่อนที่ยังไม่ได้รับความรอดมาและฟังดนตรีที่เขาเข้าใจและเพลิดเพลินได้ ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คเราใช้ดนตรีเพื่อจิตใจ ไม่ใช่เพื่อศิลปะ

อย่าบังคับให้คนไม่เชื่อร้องเพลง

ในการนมัสการสำหรับผู้สนใจ ให้ใช้ดนตรีเพื่อการแสดงมากกว่าการให้ที่ประชุมร้อง ผู้มาเยื่ยมจะรู้สึกอึดอัดที่จะร้องทำนองที่ไม่รู้จัก และเนื้อเพลงที่ไม่เข้าใจแถมยังเป็นความคิดที่ไม่มองความเป็นจริงด้วย เมื่อเราคาดหวังให้คนไม่เชื่อร้องเพลงสรรเสริญและอุทิศถวายแด่พระเยซูก่อนที่เขามาเชื่อ มันก็เหมือนผูกเกวียนไว้ข้างหน้าวัว

คนไม่เชื่อมักจะรู้สึกกระอักกระอ่วนในช่วงที่ให้ที่ประชุมร้องเพลง เนื่องจากเขาไม่รู้จักเพลงนั้น และเพลงนั้นยังพูดถึงการสรรเสริญและอุทิศชีวิตแด่พระเยซู พวกเขาถูกบังคับให้ยืนนิ่งตรงนั้นขณะที่คนอื่น ๆ ร้องเพลงกัน เรื่องนี้จะยิ่งน่าขายหน้าเมื่อเขาอยู่ในคริสตจักรเล็ก ๆ เพราะทุกคนสังเกตได้ว่าเขาไม่ร้องเพลง ในทางกลับกัน ผู้มาเยี่ยมจะรู้สึกสบายใจมากที่ได้นั่งฟังดนตรีที่เล่นให้เขาฟัง นี่คือรูปแบบที่เขารับได้ ดังนั้น ในการนมัสการสำหรับผู้สนใจ ให้คุณเน้นดนตรีสำหรับการแสดง และเก็บการร้องเพลงต่อเนื่องร่วมกันไว้ใช้ในการนมัสการสำหรับผู้เชื่อ (ในการนมัสการสำหรับผู้เชื่อ เรามักจะนมัสการและสรรเสริญต่อเนื่อง 30 ถึง 40 นาที โดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ)

ขอให้เข้าใจว่า ยิ่งคริสตจักรคุณใหญ่ขึ้นเท่าใด คุณก็สามารถให้ที่ประชุมร้องเพลงได้มากขึ้นเท่านั้นในการนมัสการสำหรับผู้เชื่อ นี่เป็นเพราะผู้มาเยี่ยมจะถูกห้อมล้อมด้วยคนนับพัน ไม่มีใครสนใจว่าเขาจะร้องเพลงหรือไม่ เขาสามารถซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนและฟัง โดยไม่รู้สึกว่ามีใครมาจ้องมอง และสามารถซึมซับความรู้สึกของช่วงเวลานั้นได้อย่างเต็มที่

แม้ว่ามันจะเป็นการดีกว่าที่จะไม่มีช่วงเวลาร้องเพลงต่อเนื่องร่วมกันในการนมัสการสำหรับผู้สนใจ แต่ผมเชื่อว่ามันจะเป็นความผิดพลาด ถ้ายกเลิกการร้องเพลงร่วมกันทั้งหมด ไม่ใช่หลงเหลือในการนมัสการสำหรับผู้สนใจเลย เพราะมันเป็นส่วนประกอบที่ทรงพลังและเร้าอารมณ์ เมื่อผู้เชื่อเปล่งเสียงร้องประสานเสียงกัน ก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งแม้จะอยู่ในที่ประชุมขนาดใหญ่ ความผูกพันลึกซึ้งนี้ทำให้ผู้ไม่เชื่อประทับใจ คือผู้ไม่เชื่อที่สามารถสัมผัสได้ว่ามีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้น แม้เขาจะไม่อาจอธิบายได้ว่ามันคืออะไร

เมื่อผู้เชื่อร้องเพลงประสานร่วมกัน มันแสดงออกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและสามัคคีธรรมของกลุ่มคน ซึ่งสามารถรับรู้ได้โดยโสตประสาท ทุกคนร้องส่วนของตน ขณะเดียวกันก็คอยฟังคนอื่น เพื่อจะผสมผสานให้กลมกลืน นี่เป็นสิ่งที่น่าประทับใจจริง ๆ เมื่อบรรดาผู้เชื่อร้องเพลงสรรเสริญร่วมกันด้วยความจริงใจและออกมาจากส่วนลึก มันเป็นคำพยานว่า คนที่ดูธรรมดา ๆ เหล่านี้มีความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ และมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างแท้จริง

ใช้ดนตรีของคุณให้คุ้มค่า

แม้ว่าดนตรีมักจะเป็นเรื่องที่คนมีความเห็นขัดแย้งมากที่สุด แต่มันก็เป็นส่วนประกอบสำคัญมากจนละเลยไม่ได้ เราจำเป็นต้องเข้าใจพลังอันน่าอัศจรรย์ของดนตรีและควบคุมพลังนั้นโดยการสละความชอบส่วนตัว และใช้ดนตรีที่จะนำคนไม่เชื่อมาหาพระคริสต์ได้ดีที่สุด

บทที่ 14 วางแผนการนมัสการสำหรับผู้สนใจ

"เหตุฉะนั้นถ้าคริสตจักรมีการประชุมกัน
แล้วคนทั้งปวงต่างก็พูดภาษาแปลก ๆ
และมีคนที่รู้ไม่ถึง หรือคนที่ไม่เชื่อเข้ามา
เขาจะมิเห็นว่าท่านทั้งหลายคลั่งไปแล้วหรือ"
(1 โครินธ์ 14:23)

"จงปฏิบัติต่อคนภายนอกด้วยใช้สติปัญญา โดยฉวยโอกาส"
(โคโลสี 4:5)

เนื่องจากผมเติบโตในครอบครัวคริสเตียน ผมมักผิดหวังเวลาพาเพื่อนที่ไม่เป็นคริสเตียนไปคริสตจักร ดูเหมือนทุกครั้งที่ผมพาเพื่อน ๆ ไปด้วย พ่อก็จะเทศนาเรื่องการถวายสิบลด หรือมิชชันนารีรับเชิญก็จะฉายสไลด์เล่าเรื่องงาน หรือไม่ก็มีพิธีมหาสนิท ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เพื่อนผมจำเป็นต้องได้ยินหรือประสบเลย

แต่วันไหนที่ผมไม่ได้พาเพื่อนไป วันนั้นคำเทศนาก็จะเป็นเรื่องความรอดโดยตรง แล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่า "แหม ถ้าเพื่อนผมมาฟังด้วยคงดีจริง ๆ" สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าที่ผมไม่รู้ว่าการนมัสการจะ "ดี" สำหรับคนไม่เป็นคริสเตียนหรือไม่ เพราะผมไม่อาจคาดเดาเนื้อหาของคำเทศนาครั้งต่อไปได้เลย พอผมเข้าเรียนในวิทยาลัยคริสตจักรที่ผมไปร่วมก็มีลักษณะอย่างนี้ด้วย ในที่สุดผมก็ยอมแพ้ ไม่ชวนเพื่อนที่ไม่เป็นคริสเตียนไปคริสตจักรอีกเลย ที่จริงผมไม่ได้จงใจทำอย่างนั้นหรอก ผมแค่เหนื่อยหน่ายกับการ "หน้าแตก" ครั้งแล้วครั้งเล่า

คริสตจักรส่วนมากไม่สามารถดึงดูดคนภายนอกให้มาร่วมนมัสการได้ เพราะสมาชิกกระอักกระอ่วนใจที่จะพาเพื่อนมาโบสถ์ มันไม่สำคัญว่าศิษยาภิบาลจะกระตุ้นสมาชิกบ่อยแค่ไหน หรือมีรายการสำหรับคนไม่เป็นคริสเตียนมากแค่ไหน เพราะผลก็เหมือนกัน คือ สมาชิกส่วนมากไม่พาเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนมาที่คริสตจักร

ทำไมจึงไม่เป็นเช่นนั้น มีเหตุผลที่สำคัญสามประการ

ประการแรก สมาชิกไม่อาจคาดเดากลุ่มเป้าหมายของคำเทศนาแต่ละอาทิตย์ได้ สมาชิกไม่เคยรู้ว่าอาทิตย์นี้อาจารย์จะเทศนาเชิญชวน หรือเทศนากระตุ้นผู้เชื่อ

ประการที่สอง การนมัสการไม่ได้วางแผนไว้สำหรับคนที่ไม่เป็นคริสเตียน เนื้อหาและกิจกรรมส่วนมากเป็นเรื่องที่เพื่อนของสมาชิกไม่เข้าใจ

ประการที่สาม สมาชิกอาจจะละอายเพราะคุณภาพของการนมัสการ

ถ้าคุณมีโอกาสถามสมาชิกสักคน และให้เขาตอบอย่างจริงใจ เขาอาจบอกคุณทำนองนี้ "ผมรักคริสตจักรของผม รักศิษยาภิบาล และได้รับพระพรมากเวลาไปคริสตจักร แต่ผมไม่คิดจะชวนเพื่อน ๆ ไปโบสถ์ เพราะการนมัสการจะไม่มีความหมายสำหรับเขาเลย คำเทศนาก็สำหรับผม ดพลงก็สำหรับผม คำอธิษฐานก็ใช้คำที่ผมเข้าใจ แม้แต่การประกาศข่าวก็สำหรับผม เพื่อนผมไม่มีทางเข้าใจการนมัสการเลย" แต่บอกตามตรง เขาเองก็รู้สึกผิดที่ไม่ได้ชวนเพื่อน ๆ มา

จะทำอย่างไรให้คริสตจักรของคุณใหญ่ขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องฉลาดหรือเป็นอัจฉริยะ คุณแค่ทำให้มีคนมาใหม่เท่านั้นเอง ไม่มีใครมาเป็นสมาชิกโดยที่ไม่เคยเป็นผู้มาใหม่ ถ้าคุณมีผู้มาใหม่ไม่กี่คน คุณก็จะมีสมาชิกใหม่ไม่กี่คน แน่นอน ฝูงชนไม่ใช่คริสตจักร แต่คุณต้องการให้คริสตจักรใหญ่ คุณต้องดึงดูดฝูงชนให้ได้ก่อน

แล้วจะทำอย่างไรที่จะเพิ่มจำนวนผู้มาใหม่โดยใช้วิธีที่ธรรมชาติที่สุด กดดันให้สมาชิกรู้สึกผิดเหรอ ผิดครับ ติดป้ายใหญ่ ๆ ว่า "ยินดีต้อนรับผู้มาใหม่" หรือ ไม่ถูก หรือว่าให้รางวัลกับการพาคนมาหใม่ ผิดอีก หรือต้องโฆษณาและทำการตลาด ก็ผิดอีกเหมือนเดิม

คำตอบนั้นไม่ยากเลย คือ จงใจทำให้การนมัสการเป็นรายการที่สมาชิกจะพาเพื่อน ๆ ที่ไม่เป็นคริสเตียนมาได้ และทำให้การนมัสการน่าดึงดูด น่าประทับใจ และเหมาะสำหรับคนไม่เป็นคริสเตียน จนสมาชิกอยากพาเพื่อน ๆ ที่ไม่เป็นคริสเตียนมา

คริสตจักรแซดเดิลแบ็คจัดการนมัสการแบบนี้ตั้งแต่เริ่มต้น เราใช้คำว่า "การนมัสการที่ใส่ใจความรู้สึกของผู้สนใจ" คือการนมัสการที่คริสเตียนอยากพาเพื่อน ๆ ที่ไม่เป็นคริสเตียนมาร่วม คุณไม่จำเป็นต้องกดดันให้รู้สึกผิด ให้รางวัล หรือโฆษณา เพื่อจะเพิ่มจำนวนคนมาร่วม ในบทนี้และบทต่อไป ผมจะพูดถึงคำแนะนำในเชิงปฏิบัติบางประการ ในการวางแผนการนมัสการที่ใส่ใจความรู้สึกของผู้สนใจ

วางแผนการนมัสการโดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ในใจ

ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็ค ทุกสัปดาห์เราย้ำเตือนตัวเองว่า เราต้องการนำใครมาเชื่อ นั่นคือ แซดเดิลแบ็ค แซม และภรรยาของเขา ซาแมนธา เมื่อคุณรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณ มันก็จะช่วยคุณกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ในการนมัสการสำหรับผู้สนใจ เช่นแนวดนตรี หัวข้อเทศนา คำพยาน ศิลปะที่สร้างสรรค์ และอื่น ๆ

คริสตจักรหลายแห่งสรุปการนมัสการด้วยการเชิญชวนคนให้เชื่อ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า เราโยงการนมัสการเข้ากับการประกาศแบบเป็นหน้าที่ และหลายคนไม่เคยตระหนักว่า นี่คือวิธีที่นำไปสู่ความล้มเหลว เพราะเราให้ความสนใจกับผู้เชื่อตลอด 58 นาที แล้วจู่ ๆ ก็หันมาสนใจผู้ไม่เชื่อใน 2 นาทีสุดท้าย เราต้องวางแผนให้การประชุมทั้งหมดเหมาะสำหรับคนที่ไม่เชื่อ ไม่ใช่แค่ช่วงเชิญชวน

ทำให้การมาคริสตจักรง่ายที่สุดเท่าที่จะง่ายได้

คุณต้องมีเป้าหมายที่จะขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อคนไม่เป็นคริสเตียนจะไม่มีข้อแก้ตัวที่จะไม่มา

จัดการนมัสการหลาย ๆ รอบ เป็นการเปิดโอกาสมากกว่าหนึ่งครั้ง คริสตจักรเราจัดนมัสการสี่รอบมาหลายปีแล้วคือ ค่ำวันเสาร์หนึ่งรอบ และเช้าวันอาทิตย์สามรอบ แปดโมง เก้าโมงครึ่ง และสิบเอ็ดโมงสิบห้า บ่อยครั้งที่มีคนไม่เป็นคริสเตียนมาร่วมประชุมรอบหนึ่ง แล้วก็กลับไปชวนเพื่อน ๆ มาในรอบถัดไป

จัดที่จอดรถให้เพียงพอ ในอเมริกาถ้าคุณจะเข้าถึงผู้คน คุณต้องมีที่จอดรถเวลาคนมาโบสถ์ หลายคนขับรถมา ถ้าคุณไม่มีที่สำหรับรถของเขา ก็เหมือนคุณไม่มีที่สำหรับเขา และไม่มีประโยชน์ที่จะมีตึกใหญ่โต ถ้าคุณไม่มีที่จอดรถให้เขา

จัดชั้นเรียนสำหรับเด็กควบคู่ไปกับการนมัสการ คนไม่เป็นคริสเตียนไม่อยากวุ่นวายกับการรบกวนของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกของเขา หรือของคนอื่น คริสตจักรเรามีชั้นรวีฯ เด็กพร้อมกันกับการนมัสการ

ทุกครั้งที่โฆษณาคริสตจักรให้พิมพ์แผนที่บอกทางไว้ด้วย มันไม่สนุกเลยที่จะหาสถานที่ที่ไม่เคยไปโดยไม่มีแผนที่ชัดเจน คริสตจักรเรามีถนนส่วนบุคคลกว้างขวางแต่ก็ยังมีคนหลงทางอยู่เป็นประจำ

ปรับปรุง
จังหวะและความราบรื่นของการนมัสการ

คริสตจักรเกือบทุกแห่งจำเป็นต้องทำให้จังหวะการนมัสการกระชับขึ้น สังเกตว่าโทรทัศน์ได้ทำให้คนสนใจสั้นลง และอัดช่วงเวลาสั้น ๆ ด้วยเนื้อหามากมาย

ตรงกันข้าม การนมัสการของคริสตจักรส่วนมากดำเนินไปอย่างงุ่มง่านเหมือนเต่า และมีช่วง "สูญเปล่า" มากมายระหว่างรายการต่าง ๆ หลังจากนำเพลงเสร็จอีกสิบห้าวินาทีให้หลังนักเทศน์จึงคิดจะลุกขึ้น เขาค่อย ๆ เดินไปที่ธรรมาสน์และทักทายผู้คน พอถึงตอนนี้คนไม่เป็นคริสเตียนก็เริ่มหาวนอนกันแล้ว คุณต้องทำให้ช่วงเปลี่ยนรายการกินเวลาน้อยที่สุด ทันทีที่รายการหนึ่งจบอีกรายการต้องเริ่มทันที

ให้คุณหาวิธีประหยัดเวลาในการนมัสการ เรามักตั้งเวลาสำหรับรายการต่าง ๆ เช่น อธิษฐาน เพลง ประกาศข่าว เทศนา ปิดประชุม และช่วงเปลี่ยนรายการ แล้วเราก็จะถามตนเองว่า "รายการไหนใช้เวลามากเกินไป และรายการไหนต้องการเวลามากขึ้น"

การนมัสการของเรามักยาวประมาณ 70 นาที คุณสามารถทำอะไรได้มากมายในเวลาขนาดนั้น ถ้าคุณวางแผนอย่างฉลาด เช่น การเดินถุงถวายสามารถใช้เวลาน้อยลงครึ่งหนึ่ง ถ้าคุณเพิ่มคนเดินถุงและถุงอีกเท่าตัว

ในการนมัสการสำหรับผู้สนใจ ให้คุณอธิษฐานสั้น ๆ นั่นไม่ใช่เวลาที่คุณจะอธิษฐานเผื่อคุณเบอร์ธาที่เล็บขบ คนไม่เป็นคริสเตียนทนรับการอธิษฐานยืดยาวไม่ได้ ความคิดเขาจะฟุ้งซ่านหรือไม่ก็ง่วงเหงาหาวนอน ศิษยาภิบาลต้องระวัง อย่าเฝ้าเดี่ยวในหารประชุม

นอกจากนั้นให้คุณปรับปรุงความต่อเนื่อง ความแตกต่างระหว่างการนมัสการธรรมดา ๆ กับการนมัสการที่โดดเด่นคือ ความต่อเนื่อง

ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็ค เราใช้อักษรย่อ IMPACT (ผลกระทบ) เพื่อย้ำเตือนให้เรานึกถึงความต่อเนื่องที่เราต้องการให้เกิดขึ้น

Inspire Movement (IM) - จังหวะเร้าใจ นี่คือสิ่งที่เราต้องการจากเพลงเปิด เราใช้เพลงที่สดใส คึกคัก ที่ทำให้คนกระดิกเท้า ปรบมือ หรืออย่างน้อยก็ยิ้ม เราต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดของผู้มาใหม่ เมื่อร่างกายคุณผ่อนคลาย ท่าทีของคุณก็เปิดมากขึ้น

ในช่วงเริ่มต้น เราปลุกพระกายของคริสต์ โดยการปลุกร่างกายของเราเองเมื่อคนมานมัสการตอนเช้า เขามักจะยังง่วง ไม่กระฉับกระเฉงและปิดตัวเอง หลังจากเพลงเปิดที่เร้าใจ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มสดใสร่าเริง และกระฉับกระเฉงขึ้น

Praise (P) - สรรเสริญ จากนั้นเราเริ่มร้องเพลงชื่นบานเกี่ยวกับพระเจ้า
Adoration (A) - ยกย่องเทิดทูน เรานำที่ประชุมร้องเพลงภาวนาและลึกซึ้งแด่พระเจ้า จังหวะในช่วงนี้ช้าลง
Commitment (C) - การมอบถวายชีวิต บทเพลงช่วงนี้จะเปิดโอกาสให้คนตัดสินใจ หรือยืนยันการถวายชีวิตแด่พระเจ้า มักใช้เพลงขับร้องเดี่ยว เช่น "ข้าฯ อยากเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น"
Tie it all together (T) - ขมวดทั้งหมดเข้าด้วยกัน สิ่งสุดท้ายที่เราทำคือการจบรายการด้วยเพลงสั้น ๆ กระฉับกระเฉง

ทำให้ผู้มาใหม่รู้สึกสบาย

ผู้มาใหม่เริ่มมีความคิดเห็นเกี่ยวกับคริสตจักรของคุณตั้งแต่สิบนาทีแรกที่เข้ามาถึง ในบทที่ 12 ผมบอกว่าเขาตัดสินใจว่าจะกลับมาอีกหรือไม่ ตั้งแต่ศิษยาภิบาลยังไม่เทศน์ ความประทับใจแรกเป็นเรื่องที่เปลี่ยนได้ยากมาก ดังนั้นคุณต้องคิดให้ตกว่าคุณอยากให้ผู้มาใหม่มีความประทับใจแรกอย่างไร เหมือนที่มีคำโบราณกล่าวว่า คุณไม่มีโอกาสครั้งที่สองในการสร้างความประทับใจแรก

ในการรับมือกับคนมาใหม่ คุณต้องเข้าใจเรื่องสำคัญคือ การตอบสนองทางอารมณ์อย่างแรกของพวกเขาคือ ความกลัว ถ้าเขาเป็นคนไม่เชื่ออย่างแท้จริง เขาจะมีคำถามว่า "จะเกิดอะไรกับฉันที่นี่หนอ" มันก็เหมือนที่คุณรู้สึก ถ้ามีคนชวนคุณไปมัสยิดเป็นครั้งแรก คุณอาจสงสัยว่า "ฉันจะโดนจับขังไว้ไหมเนี่ย" "เขาจะบอกให้ฉันพูดอะไรบ้างไหม" "ฉันจะขายหน้าไหม"

ดังนั้นวัตถุประสงค์แรกสำหรับผู้มาใหม่ คือ คุณต้องทำให้พวกเขาผ่อนคลายจากความวิตกและหวาดระแวง เพราะความกลัวจะเป็นกำแพงปิดกั้นการสื่อสาร ถ้าคุณสามารถลดระดับความกลัวของผู้มาใหม่ได้ เขาก็จะเปิดรับข่าวประเสริฐได้มากขึ้นและมีหลายวิธีที่จะทำสิ่งนี้ เช่น

สงวนที่จอดรถที่ดีที่สุดไว้สำหรับผู้มาใหม่ เรามีป้ายที่ปากทางบอกให้ทราบว่า "ถ้าคุณมาเป็นครั้งแรกและต้องการจอดรถใกล้ที่ประชุมมากที่สุด ก็ขอให้คุณเปิดไฟหน้า" ถ้าคุณมีที่จอดรถพิเศษสำหรับผู้มาใหม่ คุณก็สามารถจัดคนต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม และคอยบอกทางให้เขาทันทีที่เขาลงจากรถ ที่แซดเดิลแบ็ค ศิษยาภิบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคนจอดรถบนลานดิน ผู้มาใหม่เท่านั้นที่สามารถจอดในที่จอดรถดี ๆ ได้

จัดคนต้อนรับไว้ภายนอกอาคาร เราเชื่อว่าการต้อนรับผู้มาใหม่มีความสำคัญมาก เราจึงจัดฝ่ายต้อนรับไว้เป็นสี่กลุ่ม บริเวณลานจอดรถ ที่บริเวณอาคาร ที่โต๊ะติดต่อสอบถาม และถามในห้องประชุม ที่ลานจอดรถพวกเขาจะคอยอำนวยความสะดวกในเรื่องการจราจร และเป็นรอยยิ้มแรกที่แขกของเราจะได้เห็น ที่บริเวณอาคารพวกเขาจะทักทายแขกแบบเป็นกันเอง ที่โต๊ะติดต่อสอบถาม พวกเขาจะคอยพาแขกไปยังที่ที่เขาต้องการจะไป และที่ในห้องประชุม พวกเขาจะคอยแจกสูจิบัตร ให้ความช่วยเหลือและเดินถุงถวาย

บุคคลสำคัญที่สุดในองค์กรใด ๆ ก็ตามคือ คนที่พบปะลูกค้าโดยตรง สำหรับผม คนสำคัญที่สุดของสายการบินก็คือ พนักงานจำหน่ายตั๋วและพนักงานบนเครื่อง ประธานสายการบินไม่สำคัญสำหรับผมแม้แต่น้อย เพราะผมไม่มีวันได้ติดต่อพบปะเขา คริสตจักรคุณก็เหมือนกัน คนที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้มาใหม่คือ คนที่คอยต้อนรับเพราะเขาเกี่ยวข้องโดยตรงกับช่วงสิบนาทีแรกที่แสนจะสำคัญ คุณต้องเลือกคนที่มีบุคลิกอบอุ่น ยิ้มง่ายสำหรับงานนี้

คุณต้องเลือกคนให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายด้วย ถ้าคุณต้องการนำคนหนุ่มสาว ให้ใช้คนหนุ่มสาว ถ้าคุณต้องการนำวัยรุ่น ให้ใช้วัยรุ่น ถ้าคุณต้องการนำคนปลดเกษียณ ก็ให้ใช้คนปลดเกษียณ ในคริสตจักรหลายแห่ง คนต้อนรับมักจะเป็นกลุ่มสมาชิกที่อายุมากที่สุด ถ้าผู้มาใหม่ได้พบแต่คนที่แก่กว่าตัวเองสี่สิบปีในสิบนาทีแรก เขาย่อมเริ่มสงสัยแล้วว่า เขาเหมาะกับที่นี่หรือเปล่า

และสุดท้าย อย่าให้คนต้อนรับติดบัตร เพราะมันจะทำให้ผู้มาใหม่รู้สึกว่าเขาได้รับการต้อนรับจาก "เจ้าหน้าที่" ของคริสตจักร แต่บอกคนต้อนรับให้ทำตัวสบาย ๆ เป็นตัวของตัวเอง คือ เป็นสมาชิกที่เป็นมิตร

ตั้งโต๊ะติดต่อสอบถามไว้ด้านนอกอาคาร สำหรับคนที่นั่งที่นี่ คุณให้เขาติดบัตรก็ได้ เพราะคุณต้องการให้ผู้มาใหม่รู้ว่าจะสอบถามได้ที่ไหนและจากใคร

ติดป้ายบอกทางไว้ให้ทั่ว บอกให้ชัดว่าทางเข้าห้องเลี้ยงเด็กอยู่ที่ไหน ที่สำคัญ คือ ห้องน้ำ ผู้มาใหม่ไม่ควรต้องถามว่าห้องน้ำอยู่ไหน

เปิดเพลงตั้งแต่คนเริ่มเข้าในอาคาร อาคารสาธารณะส่วนมากเปิดเพลงไว้เบา ๆ เสมอ เวลาคุณไปห้างสรรพสินค้า คลินิก อาคารสำนักงาน หรือแม้กระทั่งเครื่องบินที่ยังไม่เคลื่อนจากลานจอด ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะดนตรีทำให้คนผ่อนคลาย

สำหรับคนที่ไม่เชื่อ ความเงียบเป็นเรื่องน่ากลัว ถ้าคุณเดินไปในห้องที่มี 200 คน แล้วไม่มีใครพูดอะไรกันเลย คุณคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น "พวกเขารู้อะไรที่ฉันไม่รู้เหรอ" แต่ถ้าคุณเดินเข้าไปในห้องที่ทุกคนคุยกัน คุณจะไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นจุดสนใจแม้แต่น้อย

การนมัสการควรมีเวลาเงียบสงบ แต่ไม่ใช่ตอนเริ่มต้น ในการนมัสการสำหรับผู้สนใจ เราต้องการให้บรรยากาศก่อนเริ่มต้นเป็นบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ร่าเริง และเต็มด้วยความชื่นบาน

เราสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ ยิ่งคุณเปิดเพลงดัง คนก็ยิ่งคุยกันดัง พอคุณเปิดเพลงเบา ๆ คนก็คุยกันเบา ๆ เมื่อผู้มาเยี่ยมเดินเข้าในห้องประชุมที่คนคุยกันตามปกติ และดนตรีบรรเลงเพลงสนุกสนาน มันทำให้เขาคลายความกลัว เขาจะสังเกตว่าทุกคนมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน และมีความสุขที่อยู่นั่น เขาจะสังเกตได้ว่าคริสตจักรนี้มีชีวิต

ให้ผู้มาใหม่ร่วมประชุมโดยไม่เป็นจุดสนใจ เมื่อผู้มาใหม่นั่งลงแล้ว เราจะไม่รบกวนเขา หรือทำให้เขาเป็นจุดเด่น เราปล่อยให้เขานั่งดูการนมัสการของเรา โดยไม่ประกาศให้ฝูงชนรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น เราต้องการให้เขารู้ว่าเราต้อนรับเขาโดยที่เขาไม่รู้สึกว่าถูกจับตามอง

พูดตรง ๆ คือ วิธีที่คริสตจักรมากมายต้อนรับผู้มาใหม่ทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดมากกว่าการปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพังเสียอีก ผู้มาใหม่เกลียดการเป็นจุดสนใจ (ข้อยกเว้นก็มี นั่นคือ คริสเตียนเป็นผู้มาเยี่ยม) เหตุผลหนึ่งที่คริสตจักรใหญ่ดึงดูดผู้มาใหม่ก็เพราะพวกเขาชอบหลบอยู่เงียบ ๆ ในฝูงชน ส่วนในคริสตจักรเล็ก ๆ ทุกคนรู้ว่าผู้มาใหม่เป็นใคร และผู้มาใหม่ก็รู้ว่าทุกคนรู้

ในอเมริกา ความกลัวอันดับหนึ่งคือ การไปงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าส่วนความกลัวอันดับสองคือ การพูดต่อหน้าฝูงชน และความกลัวอันดับสามคือ มีคนถามเรื่องส่วนตัวต่อหน้าสาธารณชน

วิธีที่คริสตจักรหลายแห่งต้อนรับผู้มาใหม่ทำให้พวกเขาเจอสุดยอดความกลัวทั้งสามนี้ในเวลาเดียวกัน ศิษยาภิบาลคิดว่าเขากำลังแสดงความเป็นมิตร เมื่อเขาพูดว่า "โปรดยืนขึ้น และแนะนำตัวสั้น ๆ" แต่เราไม่ได้ตระหนักเลยว่าเมื่อเราทำอย่างนี้ผู้มาใหม่ก็รู้สึกเหมือนถูกสักพันครั้งไปแล้ว

ตอนที่ผมอยู่ในเมือง ฟอร์ท เวิร์ธ เคย์และผมอยู่ในคริสตจักรหนึ่งที่ตัดสินใจจะเปลี่ยนกระบวนนี้เสียใหม่ ดังนั้นแทนที่จะให้ผู้มาใหม่ยืน เขาจึงสลับให้สมาชิกยืนและร้องเพลงต้อนรับผู้มาใหม่ที่ยังนั่งอยู่ คุณนึกภาพออกไหม ในครั้งแรกที่เราไปสมาชิกผลุดยืนขึ้นล้อมรอบ มีแต่คุณน้าอ้วน ๆ ทั้งนั้น แล้วพวกเขาก็เริ่มร้องเพลงให้เราว่า "เรายินดีเหลือเกินที่คุณอยู่กับเราที่นี่ วิเศษจริงที่คุณอยู่ที่นี้…" ผมอยากตายซะเดี๋ยวนั้นเลย เคยมีคนแปลกหน้าร้องเพลงให้คุณไหม ขนาดเวลาภรรยาร้องเพลงให้ผม ผมยังอาย แล้วนี่จะยิ่งกว่านั้นสักแค่ไหน ดังนั้นทุกสิ่งที่คุณทำ คุณต้องคิดให้รอบคอบจากมุมมองของผู้มาเยี่ยม

แม้ว่าหลายครั้งผมจะใช้คำว่า "ผู้มาเยี่ยม" แต่ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คเราไม่เคยเรียกเขาอย่างนั้น เราเรียกเขาว่า "แขก" คำว่า "ผู้มาเยี่ยม" สื่อความหมายว่าเขาไม่ได้มาเพื่อจะอยู่ที่นี่ แต่คำว่า "แขก" บ่งบอกว่า นี่คือคนที่คุณจะทำทุกอย่างเพื่อให้เขารู้สึกสบายใจ

ถ้าคุณให้กรอกข้อมูลในบัตร จงให้ทุกคนกรอก เมื่อทุกคนกรอกเหมือนกัน คนที่มาไม่รู้สึกแปลกแยก เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนทำ

บัตรต้อนรับของคริสตจักรแซดเดิลแบ็คเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่สำคัญยิ่ง เราใช้มันเพื่อประโยชน์มากมาย คือ บันทึกรายชื่อคนมาร่วม บันทึกการตัดสินใจฝ่ายจิตวิญญาณ รวบรวมหัวข้ออธิษฐาน ทำการสำรวจความคิดเห็น รับลงชื่อสำหรับกิจกรรมและรายการต่าง ๆ เฟ้นหาผู้นำ ประเมินผลการนมัสการ หาข้อมูลล่าสุดของสมาชิก ฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเทศนา และเริ่มพันธกิจใหม่ ๆ มันเป็นห่วงโซ่ที่สำคัญที่ทำให้ผมสามารถจับชีพจรของคริสตจักรที่กำลังเติบโตได้ บัตรเหล่านี้ถ้าคิดตามน้ำหนักก็มีค่าเหมือนทองคำทีเดียว

ผมเคยอ่านบัตรเหล่านี้ทุกใบ ทีละใบ ทุกอาทิตย์ มันช่วยให้ผมจำชื่อทุกคนได้จนเรามีผู้มาร่วม 3,000 คน เดี๋ยวนี้ผมอ่านเฉพาะบัตรที่เขียนเจาะจงถึงผม แต่มันก็ยังเป็นห่วงโซ่ที่เชื่อมผมเข้ากับคริสตจักรเหมือนเดิม ทุกคนรู้ว่าเขาสามารถฝากข้อความถึงผมได้ผ่านทางบัตรต้อนรับนี้

บัตรนี้ยังให้เขาบอกด้วยว่า เขามาครั้งแรก ครั้งที่สอง หรือครั้งที่สาม และผมจะส่งจดหมายขอบคุณที่ต่างกันสำหรับคนเหล่านี้

ผมไม่แนะนำให้คุณผ่านสมุดลงชื่อไปตามที่นั่ง เพราะมันทำให้คนต้องแสดงตัวออกมา ทุกคนที่นั่งใกล้ ๆ สามารถเห็นสิ่งที่ผู้มาใหม่เขียน ยิ่งกว่านั้นการรวบรวมรายชื่อจากสมุดก็ยากกว่าการใช้บัตร เราเก็บบัตรพร้อมกับเงินถวาย ซึ่งทำให้ทุกคนมีของที่จะใส่ลงในถุงถวาย ทันทีที่เดินถุงเสร็จ ทีมรวบรวมข้อมูลก็จะแยกข้อมูล และลงข้อมูลในคอมพิวเตอร์เพื่อเจ้าหน้าที่จะใช้งานได้

กล่าวต้อนรับในลักษณะที่ทำให้คนสบายใจ คำแรกที่กล่าวบนเวทีจะกำหนดบรรยากาศของการนมัสการ ทุกอาทิตย์หนึ่งในทีมศิษยาภิบาลของเราจะพูดลักษณะนี้ คือ "ยินดีต้อนรับสู่แซดเดิลแบ็ค เรายินดีที่คุณมา และถ้าคุณมาเป็นครั้งแรก คุณสามารถนั่งสบาย ๆ ผ่อนคลาย และเพลิดเพลินไปกับรายการที่เราเตรียมไว้สำหรับคุณ"

จงบอกให้คนรู้ว่าเขาสามารถคาดหวังว่า เขาจะเพลิดเพลินกับการนมัสการได้ บอกเขาว่าเขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไร และไม่มีใครจะทำให้เขาอับอาย รวมทั้งในการเดินถุงถวาย ให้บอกด้วยว่า "ถ้าคุณเป็นแขกของเรา คุณไม่จำเป็นต้องใส่เงินในถุง นี่สำหรับสมาชิกคริสตจักรของเราเท่านั้น ในฐานะที่คุณเป็นแขกของเรา เราไม่คาดหวังอะไรจากคุณ แต่เราคาดหวังว่าคุณจะได้บางสิ่งบางอย่างจากการนมัสการของเรา"

เริ่มต้นและปิดท้ายการประชุมโดยให้ที่ประชุมโดยให้ที่ประชุมทักทายซึ่งกันและกันและแสดงความรักต่อกัน ดังนั้น เราจึงบอกให้ทุกคนหันไปรอบ ๆ และจับมือทักทายสามคน (หรือสิบ หรือยี่สิบ) ในตอนเริ่มและตอบจบการประชุม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ธรรมเนียมเรียบง่ายนี้ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นฉันมิตรสหายและครอบครัวระหว่างผู้คนที่ไม่รู้จักกัน บางครั้งผมได้ยินคนพูดกันตอนจบการนมัสการว่า "ดีใจที่ได้นั่งข้าง ๆ คุณวันนี้นะครับ" สำหรับบางคนการแสดงความเป็นมิตรเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้คือการยืนยันความรักครั้งเดียวที่เขาได้รับตลอดสัปดาห์

ในปีแรก ๆ ของแซดเดิลแบ็ค สมาชิกของเราทำสิ่งที่เรียกว่า "กติกาสามนาที" เราเห็นพ้องกันว่าในสมานาทีแรกหลังจบการนมัสการ สมาชิกจะคุยกับคนที่ตนไม่เคยรู้จักเท่านั้น เรื่องนี้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า คนกลุ่มแรกที่ออกจากที่ประชุมคือผู้มาใหม่ ดังนั้น เราจึงรอจนกระทั่งผู้มาใหม่กลับไปหมดแล้ว แล้วเราจึงค่อยสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน

ถ้าคุณใช้ป้ายชื่อ จงให้ทุกคนติดเหมือนกัน อย่าทำให้ผู้มาใหม่เป็นคนเด่นขึ้นมาโดยให้เขาติดป้ายชื่อ ในขณะที่ไม่มีใครติดเลย หรือแม้แต่ตรงกันข้าม คือ คนอื่นเขามีป้ายชื่อ แต่คุณไม่มีผู้มาใหม่

เตรียมโต๊ะเครื่องดื่มไว้สำหรับการประชุมแต่ละรอบ ผู้มาใหม่จะอยู่นานขึ้นหลังการนมัสการ ถ้าเขามีกาแฟสักถ้วยและขนมสักชิ้น และนี่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกได้พูดคุยกับเขา การกินมักจะทำให้คนผ่อนคลายเวลาเข้าสังคม ผมไม่รู้ว่าทำไมมันได้ผล และจะด้วยเหตุใดก็ตาม ชายหนัก 300 ปอนด์จะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเวลาอยู่ท่ามกลางฝูงชน ถ้าเขามีถ้วยกาแฟเล็ก ๆ ไว้ปกป้องตัวเอง

ผมประหลาดใจเสมอที่พระเยซูสั่งสอนอะไรมากมายขณะที่คนกำลังเดินหรือกินอาหารกับพระองค์ ผมแน่ใจว่าพระองค์จงใจทำเช่นนั้น กิจกรรมทั้งสองทำให้คนผ่อนคลาย และสลายกำแพงด้านความสัมพันธ์ลง เมื่อคนรู้สึกผ่อนคลาย เขาสามารถฟังได้ดีขึ้น และเขาจะเปิดใจมากขึ้นสำหรับการเปลี่ยนแปลง

ทำให้สิ่งแวดล้อมมีชีวิตชีวา

อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพล้วนมีส่วนสำคัญมากสำหรับการนมัสการ รูปร่างอาคารของคุณจะกำหนดบรรยากาศการนมัสการ เมื่อคุณเดินเข้าไปในอาคารบางแห่ง อารมณ์คุณก็สดชื่นขึ้นมาทันที ขณะที่คุณเดินเข้าไปในอีกอาคารคุณกลับรู้สึกหดหู่ เช่นเดียวกับรูปร่างของห้องที่สามารถเปลี่ยนอารมณ์ได้ฉับพลัน ส่วนอุณหภูมิและแสงสว่างก็เปลี่ยนอารมณ์ได้เช่นกัน ขอให้คุณตระหนักถึงปัจจัยเหล่านี้และใช้มันให้เป็นประโยชน์ จงกำหนดว่าคุณต้องการให้การนมัสการมีอารมณ์แบบไหนแล้วก็ลงมือสร้างมัน

ที่รริสตจักรแซดเดิลแบ็ค เราสรุปความรู้สึกที่เราต้องการด้วยคำว่า "เฉลิมฉลอง" ที่นี่ทุกอาทิตย์คือวันอีสเตอร์ ดังนั้นเราจึงวิ่งวุ่นกับการทำให้ไฟสว่าง และสร้างสิ่งแวดล้อมที่เบิกบาน ผู้มาเยี่ยมสามารถสัมผัสบรรยากาศนี้ได้ในวินาทีแรกที่เดิมเข้ามาในอาคาร

จงมองดูอาคารสถานที่ของคุณด้วยสายตาของผู้มาใหม่ และพยายามค้นหาว่าอาคารของคุณกำลังสื่อสารอะไร มันกำลังพูดอะไร ทางเข้าที่เป็นประตูไม้บานใหญ่สื่อสารข้อความต่างจากประตูกระจกไหม แน่นอนครับ มันบอกข้อความที่ต่างกัน

แม้แต่ก่อนที่การนมัสการจะเริ่มขึ้น ผู้เยี่ยมก็ประเมินคุณค่าของคริสตจักรคุณแล้ว ทันทีที่เขาลงจากรถ พวกเขาก็เริ่มค้นหาเงื่อนงำต่าง ๆ โดยการกวาดสายตาดูอาคารสถานที่ของคุณ บริเวณรอบ ๆ ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีไหม หญ้าตัดไว้เรียบร้อยไหม พุ่มไม้ได้รับการตัดแต่งไหม มีเศษขยะตกหล่นบนพื้นไหม ป้ายคริสตจักรต้องทาสีใหม่ไหม ความสะอาดดึงดูด แต่ความสกปรก กับบริเวณและอาคารที่ไม่ได้รับการดูแลจะขับไล่คนออกไป

บางครั้งข้อความที่อาคารสถานที่บอกก็ขัดแย้งกับข้อความที่คริสตจักรคุณต้องการบอก คุณอาจพูดว่า "เราเป็นมิตร" แต่อาคารของคุณอาจพูดว่า "เราเย็นชาและไม่เป็นส่วนตัว" พอคุณอ้างว่า "เราทันสมัย" อาคารของคุณอาจแผดเสียงก้องว่า "เราล้าสมัยไปห้าสิบปีแล้ว" มันยากที่จะสร้างภาพลักษณ์ว่า "เรามีเอกภาพ" ถ้าอาคารคุณกำลังแตกร้าว

ปัญหาอย่างหนึ่งในการบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อมของคริสตจักรคือ คุณมักจะมองข้ามข้อบกพร่องต่าง ๆ อาคารและบริเวณ และถ่ายภาพจากมุมมองของผู้มาใหม่และนำภาพเหล่านั้นไปให้ผู้นำดู เพื่อตัดสินใจว่าต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ศิษยาภิบาลส่วนมากไม่เคยมองห้องประชุมของตนจากที่นั่งแถวหลัง ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่คุณต้องใส่ใจใกล้ชิดได้แก่ ระบบไฟ ระบบเสียง ที่นั่ง ที่ว่าง อุณหภูมิ ต้นไม้ ห้องเลี้ยงเด็ก และห้องสุขา

ระบบไฟ แสงสว่างมีผลลึกซึ้งกับอารมณ์ของคน ห้องที่สว่างไม่พอจะทำให้จิตวิญญาณในการประชุมหดหู่ เงาที่ทอดผ่านใบหน้าพูดก็จะทำให้คำพูดมีอิทธิพลน้อยลง

คริสตจักรส่วนมากมืดเกินไป ไม่รู้ว่าต้องการทำให้บรรยากาศเหมือนในอดีตครั้งเมื่อคริสเตียนนมัสการกันในโพรงใต้ดินหรือเปล่า แม้แต่คริสตจักรที่มีหน้าต่างมากมายก็มักเอาม่านไปบังแสงไว้ จะด้วยเหตุใดก็ตาม คริสตจักรหลายแห่งใจไปว่าแสงสลัว ๆ จะก่อให้เกิดความรู้สึก "ฝ่ายวิญญาณ" มากขึ้น ผมไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย

ผมเชื่อว่าอาคารคริสตจักรควรจะสดใสและเต็มด้วยแสงสว่าง พระลักษณะของพระเจ้าสำแดงออกด้วยแสงสว่าง 1 ยอห์น 1:5 กล่าวว่า "พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย" ความสว่างคือสิ่งแรกสุดที่พระองค์เนรมิตสร้าง (ปฐมกาล 1:3) ปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าพระเจ้าต้องการตรัสกับคริสตจักรนับพัน ๆ แห่งว่า "จงเกิดความสว่าง"

ถ้าคุณต้องการจะปลุกการนมัสการของคุณ จงทำให้สภาพแวคล้อมของคุณสดใส เอาม่านออกไปจากห้องต่าง เปิดหน้าต่างและประตูให้กว้าง เปิดไฟให้หมดทุกดวง สัปดาห์นี้ให้คุณแอบเปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมดในห้องนมัสการ ใช้หลอดที่สว่างเป็นสองเท่า แล้วสังเกตว่าอารมณ์การนมัสการวันอาทิตย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง การฟื้นฟูอาจอยู่ในมือคุณก็ได้

ระบบเสียง จงลงทุนกับเครื่องเสียงที่ดีที่สุดที่คุณสามารถจ่ายได้ ถ้าคุณอยากลดค่าใช้จ่ายให้ตัดรายจ่ายอื่น อย่าขี้ตืดกับเรื่องเครื่องเสียง แซดเดิลแบ็คเติบโตตลอดสิบห้าปีโดยไม่มีอาคารของตนเอง แต่เรามีเครื่องเสียงระดับสุดยอดเสมอ

มันไม่สำคัญว่าคำเทศนาจะเร้าใจแค่ไหน ถ้าคนไม่สามารถฟังมันอย่างรื่นหูเครื่องเสียงที่เสียงเหมือนกะละมังหรือมีคลื่นแทรกรบกวนสามารถลดคุณค่าของนักดนตรีชั้นเลิศ และสามารถทำลายศักยภาพของนักเทศน์ที่ล้ำลึกที่สุดได้ และไม่มีอะไรทำลายช่วงเวลาสงบใจได้เร็วกว่าเสียงลำโพงหอนแสบแก้วหู ถ้าคุณเป็นศิษยาภิบาลให้คุณยืนกรานให้คริสตจักรซื้อไมโครโพนห้อยคอ (หรือเหน็บกับเสื้อ) เพื่อคุณจะไม่ต้องถูกใส่กุญแจมือติดกับธรรมาสน์

ที่นั่ง ที่นั่งที่สบายและการจัดที่นั่งมีผลต่ออารมณ์ของการนมัสการอย่างไม่น่าเชื่อ จิตใจสามารถซึมซับได้เท่าที่ก้นทนไหวเท่านั้น ที่นั่งที่อึดอัดคือสิ่งที่มารชอบใช้

ถ้าคุณเปลี่ยนม้านั่งยาวในโบสถ์ได้ ผมก็ขอแนะนำให้ทำอย่างนั้น ในปัจจุบันสถานที่ที่คนถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งก็มีเพียงคริสตจักรและที่นั่งราคาถูกในสนามกีฬาเท่านั้น เดี๋ยวนี้คนคาดหวังจะมีที่นั่งส่วนตัว สังคมของเรา (อเมริกา) ให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัวมาก ที่นั่งชมกีฬาในห้องพิเศษจึงมีราคาแพง ถ้าคนถูกบังคับให้นั่งใกล้คนอื่นมากเกินไป เขาจะรู้สึกอัดอัมมาก ต้องมีที่ว่างอย่างน้อย 18 นิ้วระหว่างแต่ละคนถ้าคุณใช้เก้าอี้เดี่ยว และต้องมี 21 นิ้วถ้าคุณใช้ม้านั่ง

ถ้าคุณใช้เก้าอี้ที่ยกเก็บได้ ให้คุณจัดเก้าอี้ในลักษณะที่แต่ละคนสามารถเห็นหน้าคนอื่นได้ นี่จะทำให้การตอบสนองในการนมัสการดีขึ้นอย่างอัศจรรย์ ถ้าคุณกำลังเริ่มต้นคริสตจักรใหม่ ให้คุณจัดเก้าอี้ไว้น้อยกว่าความจำเป็นเล็กน้อย เพราะมันจะให้กำลังใจกับคนของคุณเมื่อเขาต้องยกเก้าอี้มาเสริม แต่มันจะทำให้ท้อใจมากถ้าคุณนมัสการท่ามกลางเก้าอี้ว่างเปล่า

ที่ว่าง กติกาสำคัญที่สุดเกี่ยวกับที่ว่างคือ อย่ามีว่างมากหรือน้อยเกินไป ทั้งสองอย่างจะจำกัดการเติบโตของคริสตจักร เมื่อการประชุมของคุณมีคนมาร่วม 80 % ของที่นั่ง ก็ถึงเวลาที่คุณต้องเริ่มการนมัสการอีกรอบ เหตุผลประการหนึ่งที่คริสตจักรหลายแห่งหยุดเติบโต คือ พวกเขาคิดว่าเขายังไม่จำเป็นต้องเพิ่มการนมัสการอีกรอบเพราะยังมีที่ว่างอีกเล็กน้อย เมื่อที่ว่างของคุณหมดลง คุณก็จะประสบกับสิ่งที่ปีเตอร์แวกเนอร์เรียกว่า "การบีบรัดทางสังคมวิทยา" อาคารเล็ก ๆ สามารถบีบรัดการเติบโตของคริสตจักรได้

และคุณอาจมีที่ว่างมากเกินไปก็ได้ คริสตจักรมากมายมีอาคารที่ใหญ่โตเกินกว่าจะมีคนมานั่งเต็ม แม้ว่าคุณจะมีคนถึง 200 แต่ถ้าที่ประชุมของคุณมีที่นั่งสำหรับ 750 มันก็ทำให้รู้สึกเหมือน "ที่นี่ไม่มีคนเลย" และมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและใกล้ชิด เมื่อมีเก้าอี้ว่างมากกว่าคนที่เข้ามา แรงผลักดันสำคัญในการเติบโตจะสูญหายไปเมื่ออาคารของคุณใหญ่เกินไป

ยิ่งฝูงชนมีขนาดเล็กเท่าใด ผู้พูดก็ยิ่งต้องอยู่ใกล้พวกเขาเท่านั้น เมื่อฝูงชนของคุณเพิ่มมากขึ้น แท่นหรือธรรมาสน์ก็สามารถถอยห่างออกไป และยกขึ้นบนเวทีได้ ถ้าคุณมีแค่ 50 คนในการนมัสการ ให้คุณตั้งแท่นวางห่างจากที่นั่งแถวแรกไม่กี่ฟุตก็พอ แล้วก็ไม่ต้องคิดจะให้มีเวทีด้วย

อุณหภูมิ ในฐานะศิษยาภิบาลที่เป็นปี ๆ ในโรงยิมที่ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ และในเต็นท์ที่ไม่มีเครื่องทำความร้อน ผมขอบอกเรื่องนี้ด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง คือ อุณหภูมิสามารถทำลายการประชุมที่วางแผนมาอย่างดีที่สุดได้ภายในไม่กี่นาทีเมื่อคนรู้สึกร้อนหรือหนาวเกินไปเขาจะหยุดมีส่วนร่วม ความคิดเขาจะเตลิดเปิดเปิงและเริ่มหวังว่ารายการทุกอย่างจะจบลงเร็ว ๆ

ในเรื่องอุณหภูมินี้ ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือ การปล่อยให้อุณหภูมิอุ่นเกินไป เจ้าหน้าที่ปรับอุณหภูมิไว้ที่ระดับพอเหมาะก่อนการนมัสการ โดยไม่ตระหนักว่าเมื่อที่ประชุมเต็มด้วยฝูงชน ความร้อนจากร่างกายจะทำให้อุณหภูมิห้องสูงขึ้นจนรู้สึกได้ และกว่าเครื่องปรับอากาศจะทำให้ทั้งห้องเย็นลง ก็เกือบจบการนมัสการแล้ว

ก่อนจะเริ่มนมัสการ ให้คุณปรับอุณหภูมิไว้ต่ำกว่าระดับสบาย ๆ สักสองสามองศา ทำให้ที่ประชุมเย็นลงก่อนที่ผู้คนจะเข้ามา และเมื่อการประชุมเริ่มขึ้นอุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การปรับอุณหภูมิให้ค่อนข้างเย็นยังช่วยให้ทุกคนไม่ง่วงนอนด้วย

ต้นไม้ ผมหนุนใจให้คุณประดับอาคารสถานที่ด้วยต้นไม้และพืชพันธุ์เขียดสดตลอดหลายปี เราขนเฟิร์นและต้นไม้เล็ก ๆ เข้าออกห้องประชุมที่เราเช่าทุก ๆ สัปดาห์ต้นไม้พวกนี้พูดว่า "อย่างน้อยที่นี่ก็ มีบางอย่าง มีชีวิต"

ผมเชื่อว่าคุณเคยได้ยินคนพูดว่า "ฉันรู้สึกใกล้ชิดพระเจ้าเมื่อผมอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ" เรื่องนี้ไม่ได้เกินความเข้าใจเลย เมื่อพระเจ้าสร้างอาดัมและเอวา พระองค์ไม่ได้ให้เขาอยู่ในตึกระฟ้า ท่ามกลางคอนกรีตและยางมะตอย พระองค์ให้พวกเขาอยู่ในสวน ความงามตามธรรมชาติแห่งการทรงสร้างจะทำให้คนเกิดแรงบันดาลใจ ได้ผ่อนคลาย และรับการฟื้นฟูจิตใจ ผู้คนจะสามารถจินตนาการภาพอันสดชื่นของริมน้ำแดนสงบและหญ้าเขียวสดได้อย่างง่ายดาย

ข้อควรจำอีกประการคือ จงระวังอย่าใช้สัญลักษณ์ทางศาสนา หรือสัญลักษณ์ที่ดูลึกลับน่าเกรงขามมากเกินไป ทุกคนรู้ว่าไม้กางเขนคืออะไร แต่คนไม่เชื่อจะรู้สึกสับสนกับถ้วยน้ำองุ่น มงกุฏ และนกพิราบที่มีไฟออกมาจากหาง

ห้องเลี้ยงเด็กที่สะอาดและปลอดภัย ถ้าคุณต้องการเข้าถึงครอบครัวคนหนุ่มสาว คุณจำเป็นต้องมีห้องเลี้ยงเด็กอ่อนที่ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย ไม่ควรมีถังใส่ไม้ถูพื้นวางอยู่มุมห้อง และเขาเด็กเล่นก็ควรทำความสะอาดทุกสัปดาห์

สุขาสะอาด ผู้มาเยี่ยมอาจลืมคำเทศนา แต่กลิ่นฉุนในห้องน้ำจะอยู่ในความทรงจำไปนานแสนนาน คุณสามารถบอกอะไรได้มากมายเกี่ยวกับจิตสำนึกของคริสตจักร โดยการตรวจดูสภาพห้องสุขา

ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ คริสตจักรมากมายจำเป็นต้องมีอาคารใหม่ทั้งหลังพวกเขาจะไม่มีวันนำชุมชนของเขามาหาพระเจ้าได้ในอาคารที่เขาใช้อยู่ ศิษยาภิบาลคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังด้วยความผิดหวังว่า เขาได้อธิษฐานว่า "พระเจ้า โปรดให้ไฟตกลงมาเถิด"

เมื่อครั้งเพื่อนของผม แลร์รี เดอวิทท์ ได้รับเชิญเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรหนึ่งทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย เขาได้ไปเห็นอาคารคริสตจักรเล็ก ๆ ตีฝาด้วยไม้กระดาน ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง แลร์รี่รู้ว่าอายุและลักษณะของตัวอาคารเป็นอุปสรรคในการนำชุมชนนั้นมาหาพระเจ้า เขาบอกผู้นำคริสตจักรว่าเขาจะยอมทำหน้าที่ศิษยาภิบาลก็ต่อเมื่อพวกเขาย้ายออกจากอาคารหลังนั้น และเริ่มนมัสการกันในร้านอาหาร และสมาชิกก็เห็นด้วย

ปัจจุบัน หลังจากย้ายสถานที่มาหลายแห่ง คริสตจักรแห่งนี้มีผู้มาร่วมประชุมหลายพันคน คริสตจักรนี้จะไม่มีการเติบโตขนาดนี้ ถ้าพวกเขาอยู่ในอาคารหลังเดิมต่อไป อย่างที่ผมกล่าวในบทที่ 1 รองเท้าต้องไม่กำหนดเท้าจะโตได้แค่ไหน นับเป็นเวลา 13 ปี ที่แซดเดิลแบ็คใช้โรงเรียนมัธยมหลาย ๆ แห่งสำหรับการประชุมเพื่อผู้สนใจและเพื่อจะใช้สถานที่เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เราจัดให้มีเจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพสองชุด ชุดแรกจะมาตอน 6 โมงเช้า และจัดห้องเรียน 42 ห้องและอีกชุดหนึ่งสำหรับโรงยิม เจ้าหน้าที่จัดเตรียมจะวาดผังห้องเรียนแต่ละห้องบนกระดานก่อนที่จะเคลื่อนย้ายอะไร เพื่อทุกอย่างจะกลับสู่สภาพเดิมได้เมื่อเจ้าหน้าที่จัดเก็บมาทำงานตอนบ่ายโมง ภายหลังการนมัสการทุกรอบจบลง ทุกอาทิตย์เราดูดฝุ่นห้องเรียนทุกห้องสองครั้ง ครั้งหนึ่งตอนเช้าตรู่ และอีกครั้งหลังจากเราใช้เสร็จ มันเป็นงานหนัก แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งของการเติบโต

เป้าหมายของทุกสิ่งที่เราทำก็เพื่อให้สิ่งแวดล้อมสดใสขึ้น เหมือนดังที่เปาโลพูดใน ทิตัส 2:10 "…เพื่อว่าในการทั้งปวงนั้น เขาจะได้เทิดทูนเกียรติพระดำรัสสอนของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา" (ภาษาอังกฤษบางฉบับว่า "เพื่อทำให้พระดำรัสสอนเกี่ยวกับพระเจ้าน่าดึงดูด")

สร้างบรรยากาศที่ดึงดูด

บรรยากาศคือความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด แต่คุณก็รับรู้มันได้อย่างชัดเจนเมื่อคุณเดินเข้าไปในการนมัสการ บ่อยครั้งเราเรียกมันว่า "จิตวิญญาณ" หรือ "อารมณ์" หรือ "ความรู้สึก" ของการนมัสการ ไม่ว่าคุณจะเรียกมันว่าอะไร บรรยากาศย่อมมีอิทธิพลต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการนมัสการของคุณ และมันอาจเกื้อหนุนวัตถุประสงค์ของคุณ หรืออาจขัดขวางสิ่งที่คุณต้องการบรรลุผลก็ได้

ถ้าคุณไม่จงใจกำหนดลักษณะบรรยากาศตามที่ต้องการ ก็เท่ากับคุณปล่อยให้มันขึ้นอยู่กับความบังเอิญ ที่แซดเดิลแบ็คเราอธิบายบรรยากาศที่เราพยายามสร้างด้วยคำ 6 คำ

ความคาดหวัง บ่อยครั้งที่ผู้มาเยี่ยมแสดงความคาดหวังเกี่ยวกับการนมัสการของเราว่า พวกเขาสัมผัสถึงความคาดหวังท่ามกลางผู้คน ในช่วงแรกของการนมัสการแต่ละรอบมีความกระตือรือร้นแผ่นซานไปทั่ว และมันบอกเขาว่า "กำลังจะมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้น" ผู้คนสัมผัสถึงความตื่นเต้น พลัง และจิตวิญญาณแห่งความคาดหวังในการมาอยู่ร่วมกัน สมาชิกเองก็สัมผัสว่าพระเจ้าอยู่กับเรา และชีวิตคนมากมายกำลังจะได้รับการเปลี่ยนแปลง

อะไรทำให้เกิดจิตวิญญาณแห่งความคาดหวังนี้ มันเกิดจากปัจจัยหลายอย่างคือ สมาชิกอธิษฐานเพื่อการนมัสการมาตลอดสัปดาห์ สมาชิกที่กระตือรือร้นพาเพื่อนมาคริสตจักร ดนตรีแบบเฉลิมฉลอง และความเชื่อของผู้นำรายการการนมัสการ

คำอธิษฐานเปิดของคุณควรแสดงให้ผู้คนเห็นว่า พระเจ้าจะสถิตอยู่ในการนมัสการ และความต้องการของพวกเขาจะได้รับการตอบสนอง ความคาดหวังเป็นอีกคำที่ใช้เรียกความเชื่อ พระเยซูตรัสว่า "ให้เป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด" (มัทธิว 9:29)

การเฉลิมฉลอง สดุดี 100:2 กล่าวว่า "จงปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความยินดี จงเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยการร้องเพลง" เพราะพระเจ้าต้องการให้การนมัสการเป็นการเฉลิมฉลอง เราจึงสร้างบรรยากาศที่เบิกบานและเต็มด้วยชื่นชมยินดี แต่การนมัสการของคริสตจักรหลายแห่งคล้ายงานไว้อาลัยมากกว่าเทศกาลรื่นเริง สาเหตุสำคัญมักจะเป็นเพราะการแสดงออกของผู้นำนมัสการ เวลาผมร่วมนมัสการในบางคริสตจักร ผมรู้สึกอยากถามผู้นำนมัสการว่า "คุณเคยยิ้มบ้างหรือเปล่า"

การนมัสการเป็นความชื่นบาน ไม่ใช่หน้าที่ เราชื่นชมยินดีเมื่ออยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า (สดุดี 21:6) ในสดุดี 42:4 ดาวิดหวนระลึกได้ว่า "...คือข้าพระองค์ไปกับประชาชน และนำเขาไปเป็นกระบวนแห่ถึงพระนิเวศของพระเจ้า ด้วยเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงเพลงโมทนา คือมวลชนกำลังมีเทศกาลฉลอง" การนมัสการของคุณล่ะเป็นอย่างนั้นหรือไม่

การหนุนใจ ฮีบรู 10:25 กล่าวว่า "อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว" โลกนี้มีข่าวร้ายมากพอแล้ว ผู้คนต้องการสถานที่ที่เขาจะได้ฟังข่าวดี

เราต้องการให้การนมัสการเป็นการให้กำลังใจ ไม่ใช่ทำให้คนหมดกำลังใจแม้แต่ในเวลาที่คำเทศนาเป็นการเผชิญหน้า เราก็ยังเริ่มต้นในแง่บวกและจบลงในแง่บวก เมื่อคุณใช้วิธีให้กำลังใจ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้เร็วกว่าการใช้คำวิพากษ์วิจารณ์หลายเท่า ลองศึกษาพระราชกิจของพระเยซูและคุณจะเห็นว่าพระองค์ใช้วิธีให้กำลังใจอย่างช้ำชองเพียงไร เพื่อจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกจากผู้คน

การมีส่วนร่วม เนื่องจากขนาดของเรา เราจึงต้องทำงานหนักเพื่อจะสร้างบรรยากาศแบบครอบครัวในการนมัสการ ลักษณะที่เราทักทายกันตอนเริ่มและตอนจบ ลักษณะที่ผู้อยู่บนเวทีพูดกัน และลักษณะที่ศิษยาภิบาลพูดกับฝูงชน สิ่งเหล่านี้บอกผู้คนว่า "เราเป็นครอบครัว เราอยู่ร่วมกันที่นี่ ที่นี่เป็นของคุณ"

ผมชอบ 1 เปโตร 3:8 ในฉบับลิฟวิ่งไบเบิลที่กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายควรเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ที่แสนสุข เต็มด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อกันและกัน รักซึ่งกันและกันด้วยจิตใจอ่อนโยน และความคิดที่อ่อนน้อม" ในโลกที่นับวันควรมสัมพันธ์ส่วนตัวจะยิ่งลดน้อยลง ผู้คนกำลังมองหาสถานที่ที่เขาสามารถรู้สึกว่าเขาเป็นของที่นั่น

การฟื้นฟูชีวิต ชีวิตเป็นเรื่องหนัก ทุกสัปดาห์ ผมมองดูใบหน้าของคนนับพันที่ถูกโลกทุบตีมาตลอดสัปดาห์ พวกเขามาอย่างคนหมดไฟทั้งด้านจิตวิญญาณและอารมณ์ งานของผม คือ การเชื่อมต่อสายไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ฝ่ายวิญญาณเพื่อให้พวกเขารับพลังฟื้นฟูชีวิตจากพระเยซูคริสต์ พระเยซูตรัสว่า "บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อมและจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก" (มัทธิว 11:28-29)

จุดมุ่งหมายอย่างหนึ่งของการนมัสการประจำสัปดาห์คือ ให้คนได้รับการฟื้นฟูฝ่ายจิตวิญญาณ และได้รับการเติมพลังด้านอารมณ์ เพื่อเผชิญสัปดาห์ใหม่ที่จะมาถึง พระเยซูยืนยันว่า "วันสะบาโตนั้นทรงตั้งไว้เพื่อมนุษย์ มิใช่ทรงสร้างมนุษย์ไว้เพื่อวันสะบาโต" (มาระโก 2:27) เวลาผมเตรียมคำเทศนา ผมอธิษฐานเสมอว่า "พระบิดาเจ้า ในเช้าวันอาทิตย์โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พูดสิ่งที่จะทำให้ผู้ฟังพร้อมที่จะเผชิญเช้าวันจันทร์"

ผมวาดภาพคริสตจักรเป็นเหมือนกับแหล่งน้ำร่มรื่นกลางทะเลทรายแห้งผากพระเจ้าทรงเรียกเราให้หยิบยื่นน้ำธำรงชีวิตเพื่อดับความกระหายของผู้คนรอบข้างเราที่กำลังจะอดน้ำตาย

ผู้คนต้องการผ่อนคลายจากโลกที่วุ่นวายกับการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย ด้วยเหตุนี้เราจึงใช้อารมณ์ขันในการนมัสการ "ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี" การทำให้คนอื่นรู้สึกดีไม่ใช่ความบาป การสอนให้คนหัวเราะให้แก่ตัวเองและปัญหาของตนไม่เพียงจะผ่อนคลายภาระของเขาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงด้วย

ผมเชื่อว่าปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งท่ามกลางคริสเตียนก็คือ เราทำตรงกันข้าม เราจริงจังกับตนเองมากเกินไป แต่ไม่จริงจังกับพระเจ้ามากพอ พระองค์สมบูรณ์แต่เราไม่ มันไม่ใช่ความบังเอิญที่ในภาษาอังกฤษ คำว่า อารมณ์ขัน (humor) กับความถ่อมใจ (humility) มีรากศัพท์จากคำเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเรียนรู้จักหัวเราะให้แก่ตัวเอง คุณก็จะมีอะไรมากมายที่ทำให้คุณมีความสุข

การปลดปล่อย พระคัมภีร์กล่าวว่า "พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น" (2 โครินธ์ 3:17) ในการนมัสการของเรา เราหลีกเลี่ยงความอึดอัด รูปแบบทางการ และการเสแสร้งทุกรูปแบบ ตรงกันข้าม เราสร้างบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการ ผ่อนคลาย และเป็นมิตร เราพบว่าการนมัสการที่ไม่เป็นทางการ ไม่มีการเสแสร้ง จะปลดความกลัวและการปกป้องตัวเองจากคนไม่เชื่อ

คนจะรู้สึกประหม่าในการประชุมที่เป็นทางการมากกว่าในการประชุมที่ไม่เป็นทางการ นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่คุณต้องจำไว้ ถ้าคุณสนใจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน การนมัสการแบบเป็นทางการและพิธีการจะทำให้ผู้มาเยี่ยมกังวลว่า "เขาอาจทำอะไรผิด" มันทำให้เขาระวังตัว ผมเชื่อว่าคุณก็รู้สึกแบบนั้นเมื่อคุณไม่รู้ว่าจะแสดงออกอย่างไรในการประชุมสาธารณะที่แปลกใหม่สำหรับคุณ

เมื่อผู้คนระวังตัว เขาจะสร้างเกราะกำบังทางอารมณ์ เนื่องจากเราต้องการสื่อสารกับคนไม่เชื่อ หน้าที่แรกของเราจึงเป็นการลดความกังวลของพวกเขา เพื่อเขาจะลดเกราะป้องกันตัวลง และเมื่อพวกเขาผ่อนคลาย เขาก็จะเลิกคิดถึงตนเอง และจะสามารถปรับความคิดให้เข้ากับคำเทศนาได้

สำหรับผู้ไม่เชื่อหลายคนในอเมริกา คำว่า ไม่เป็นทางการ มีความหมายเหมือนกับคำว่า เป็นของแท้ ขณะที่คำว่า เป็นทางการ บ่งบอกว่า ไม่จริงใจ และจอมปลอมโดยเหตุนี้เราจึงไม่เรียกศิษยาภิบาลด้วยตำแหน่งสูงส่ง ที่คริสตจักรไม่มีใครเรียกผมว่า "ดร. วอร์เรน" เขาเรียกว่า "ริค"

และเราไม่มีเครื่องแบบด้วย ศิษยาภิบาลแต่งตัวตามสบายเหมือนทุกคนที่มาร่วมนมัสการ การสำรวจของนิตยสาร จีคิว เมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันชายอเมริกันร้อยละ 25 มีสูท ผมไม่ได้สวมสูทเทศนาที่แซดเดิลแบ็คมาหลายปีแล้ว

สิ่งที่คนสวมใส่เวลามาคริสตจักรเป็นเรื่องวัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องศาสนศาสตร์ดังนั้น เราจึงไม่ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ สิ่งหนึ่งที่เราแน่ใจได้คือ พระเยซูไม่เคยสวมสูทและผูกเน็คไท ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการเหมือนพระคริสต์

พิมพ์ลำดับรายการนมัสการอย่างเรียบง่าย

ผู้มาเยี่ยมไม่รู้จะคาดหวังอะไรเมื่อเขามาคริสตจักรของคุณ และนั่นทำให้เขากระวนวาย ลำดับรายการที่พิมพ์แจกพวกเขาคือ การบอกเขาว่า "ที่นี้ไม่มีเรื่องให้ตื่นตกใจ" การบอกคนไม่เชื่อว่าคุณกำลังจะทำอะไร จะช่วยให้เขาผ่อนคลายและลดการป้องกันตัวเองลง

อธิบายรายการด้วยคำธรรมดา ๆ ถ้าผู้มาใหม่ไม่สามารถเข้าใจลำดับรายการก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องพิมพ์รายการ ถ้าคุณใช้ศัพท์เฉพาะของคริสเตียน มันก็ไม่ต่างอะไรกับการพิมพ์ภาษาบาลีลงในสูจิบัตร

ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็คเราใช้คำธรรมดา ๆ เช่น "อธิษฐานปิดการประชุม" แทนคำว่า "อธิษฐานขอพระพร" เราใช้คำว่า "มอบคืนแด่พระเจ้า" แทนคำว่า "ถวายทรัพย์" หรือ "ถวายสิบลด" เราใส่ใจกับการทำให้ผู้ไม่เชื่อเข้าใจชัดเจน มากกว่าการทำให้คนมีความรู้ประทับใจ

พิมพ์คำอธิบายไว้ด้วย เมื่อคุณไปชมอุปราการหรือละครซึ่งเข้าใจยาก ๆ ผู้จัดมักจะพิมพ์คำอธิบายไว้ในรายการ ให้คุณบอกผู้มาใหม่ว่าทำไมคุณทำสิ่งนี้ในการนมัสการสูจิบัตรของเรามีคำอธิบายบัตรต้อนรับ การถวายทรัพย์ ช่วงเวลามอบถวายชีวิต และส่วนอื่น ๆ ของการนมัสการ

ลดการประกาศข่าวลงให้น้อยที่สุด

ยิ่งคริสตจักรคุณใหญ่ขึ้นเท่าไร คุณก็ยิ่งมีข่าวให้ประกาศมากเท่านั้น ถ้าคุณไม่มีนโยบายชัดเจนว่าอะไรควรและไม่ควรประกาศต่อที่ประชุม คุณก็จะลงเอยด้วยการใช้เวลายาวนานไปกับการประกาศข่าว คุณจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร

ฝึกสมาชิกให้อ่านสูจิบัตร ให้คุณพูดทำนองนี้ว่า "สัปดาห์นี้เรามีรายการพิเศษสำหรับบุรุษ หนุ่มสาวที่ยังโสด และนักเขียนมัธยมต้น อย่าลืมอ่านในสูจิบัตรนะครับว่ามีรายการอะไรสำหรับคุณบ้าง" พูดแค่นี้ก็พอ

ประกาศเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับทุกคน ทุกครั้งที่คุณประกาศรายการที่เกี่ยวกับคนกลุ่มหนึ่ง คนที่เหลือก็จะเลิกสนใจ และในไม่ช้าก็จะไม่มีใครฟังสักคนอย่าทำให้ทุกคนเสียเวลากับการนั่งฟังสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนน้อยในคริสตจักร

หลีกเลี่ยงการขอความช่วยเหลือจากหน้าธรรมาสน์ ในการนมัสการสำหรับผู้สนใจคุณต้องขอความช่วยเหลือจากหน้าธรรมาสน์ให้น้อยที่สุด การขอความช่วยเหลือเป็นส่วนตัวจะได้ผลดีกว่า

อย่าตกลงธุรกิจภายในระหว่างการนมัสการสำหรับผู้สนใจ ให้คุณทำอย่างนั้นในการนมัสการสำหรับผู้เชื่อ ผมรู้จักคริสตจักรหนึ่งที่ขอให้ผู้มาเยี่ยมทุกคนออกไปในช่วงท้ายการนมัสการ เพื่อสมาชิกจะตกลงธุรกิจกันได้ การทำเช่นนั้นไม่เป็นมิตรกับผู้มาใหม่เลย

ประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ทุกเช้าวันจันทร์หลังจากการแข่งขัน นักอเมริกันฟุตบอลอาชีพจะมานั่งดูเทปบันทึกการแข่งขันของวันอาทิตย์ เพื่อจะรู้ว่าอาทิตย์หน้าเขาจะเล่นอย่างไรให้ดีขึ้น เราควรใส่ใจการนมัสการของเรามากยิ่งกว่านักกีฬาเหล่านี้ พวกเขาแค่เล่นเกม แต่เราไม่ใช่

คริสตจักรที่กำลังเติบโตควรถามอยู่เสมอว่า "เราจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร" พวกเขาไม่มีความเมตตาในการประเมินผลการนมัสการและพันธกิจของตน การประเมินผลคือ กุญแจสู่ความเป็นเลิศ คุณต้องตรวจสอบแต่ละรายการเสมอ และประเมินว่ามันมีประสิทธิผลเพียงไร

ที่คริสตจักรแซดเดิลแบ็ค มีเครื่องมือสามอย่างที่ช่วยเราระเมินผลคือ บัตรความประทับใจครั้งแรก บัตรต้อนรับ และใบประเมินผลการนมัสการ ทั้งสามช่วยให้เราได้รับการตอบสนองที่แสนมีค่า ซึ่งเป็นเคล็ดลับของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

บัตรความประทับใจครั้งแรกบอกการตอบสนองของผู้ที่มาเป็นครั้งแรก ช่วยให้เรามองการนมัสการจากมุมมองของเขา บัตรต้อนรับบอกการตอบสนองของผู้ที่มาสม่ำเสมอและสมาชิก เราได้รับคำแนะนำและเคล็ดลับต่าง ๆ จากผู้ชมเสมอมาและในใบประเมินผลการนมัสการ เราได้รับการตอบสนองจากทีมงาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ที่จอดรถจนถึงสูจิบัตร และตั้งแต่โต๊ะเครื่องดื่มจนถึงเพลงและคำเทศนา

ใน 1 โครินธ์ 14:40 เปาโลสรุปคำสั่งสอนสำหรับการนมัสการสำหรับผู้สนใจว่า "แต่จงปฏิบัติทุกสิ่งตามระเบียบวินัยเถิด" (หรือ ให้เหมาะสมและเป็นระเบียบ) พระคัมภีร์ข้อนี้หมายความว่า การวางแผน การประเมินผล รวมทั้งการปรับปรุงการนมัสการนั้น เป็นการกระทำท่่ถูกต้อง เราต้องทำสุดความสามารถทั้งในการนมัสการพระเจ้าและประกาศกับผู้คน

จำไว้ว่าคุณกำลังปรนนิบัติใคร

คุณอาจรู้สึกว่าคำแนะนำที่ผมให้นี้มันช่างมากมายเหลือเกิน แต่จำได้ไหมครับว่า นี่เป็นความคิดที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ข้อบังคับ และอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือ การปฏิบัติต่อผู้ไม่เชื่อด้วยความรักและเคารพ การเชื่อมโยงการนมัสการเข้ากับความต้องการของพวกเขา และการเทศนาในลักษณะที่เน้นการปฏิบัติและที่พวกเขาเข้าใจได้

การนมัสการที่ใส่ใจความรู้สึกของผู้สนใจเป็นงานหนัก คุณต้องใช้กำลัง ความคิดสร้างสรรค์ ความทุ่มเท เวลา เงิน และการตระเตรียมมากมายมหาศาล เพื่อจะทำรายการออกมาสัปดาห์เล่า ทำไมต้องเดือดร้อนกับเรื่องเหล่านี้ด้วย ทำไมต้องยุ่งยากขนาดนี้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะเชื่อมช่องว่างทางวัฒนธรรม ระหว่างคริสตจักรกับคนไม่เชื่อ เหมือนดังที่เปาโลกล่าวว่า เราทำทั้งหมดนี้ "เพราะเห็นแก่พระเยซู" (2 โครินธ์ 4:5)

คุณต้องรู้ว่าทำไมคุณทำสิ่งที่คุณทำอยู่ มิเช่นนั้นคุณก็จะพ่ายแพ้เพราะท้อแท้ใจ ผมยังจำได้ถึงวันอาทิตย์หนึ่งเมื่อหลายปีที่แล้ว เรากำลังเตรียมโรงเรียนมัธยมสำหรับการนมัสการสุดสัปดาห์ และจะเพราะเหตุใดก็ตาม ครึ่งหนึ่งของเจ้าหน้าที่ตระเตรียมยังมาไม่ถึง ขณะที่ผมขนอุปกรณ์สำหรับห้องเลี้ยงเด็กจากรถบรรทุกไปยังห้องเรียนที่อยู่อีกฟาก ผมก็เกิดท้อแท้ใจอย่างรุนแรง

ซาตานเริ่มยิงลูกศรแห่งการสงสารตัวเองใส่ผม คือ ความคิดที่ว่า ทำไมคุณต้องมาทำงานตระเตรียมและเก็บกวาดพวกนี้ ขณะที่ศิษยาภิบาลคนอื่น ๆ ทำเพียงแค่มาปรากฏตัว พวกเขาแค่เดินเข้าไปในอาคารของตน ศิษยาภิบาลส่วนมากไม่ต้องมายุ่งกับงานพวกนี้เลย แต่คุณต้องทำงานพวกนี้เป็นปี ๆ

ขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินกับการสงสารตัวเองนั้นเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็สะกิดไหล่ผม แล้วถามว่า "เฮ้ ริค แล้วทั้งหมดนี้เจ้าทำเพื่อใครล่ะ" ผมหยุด ยืนนิ่งอยู่กลางลานจอดรถ เริ่มร้องไห้ และย้ำเตือนตนเองว่า ผมกำลังทำสิ่งที่ผมกำลังทำเพราะเห็นแก่พระเยซู และสิ่งที่ผมทำเทียบอะไรไม่ได้กับสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อผม"

"ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ ท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ ท่านปรนนิบัติพระคริสต์อยู่" (โคโลสี 3:23-24)